เมื่อชีวิตดำเนินมาเกินเศษหนึ่งส่วนสี่ (แก้จาก”กึ่งหนึ่ง”เพื่อความกระจ่าง) ของเกณมาตฐานอายุเฉลี่ย ได้ผ่านอะไรมาไม่มากไม่น้อย “การตัดสินใจ”ได้ผ่านรูม่านตาและก้านสมองมามากมาย แต่ละครั้งล้วนตอกย้ำความอ่อนแอทางความคิดและตัวตน

เมื่อครั้งเรายังเด็กเรามีความฝัน จนกระทั่งปัจจุบันเราเชื่อว่าความฝันยังอยู่ เพียงแต่ว่าความฝันดูท่าจะเป็นเพียงแค่ฝันมากขึ้น…

อะไรกันที่เป็นตัวกั้นเราไว้ไม่ให้เราข้ามไปฝั่งนั้น ไปเป็นหนึ่งในผู้กล้ามันคงจะเท่น่าดู เพื่อจะตอบคำถามนั้น ด้วยธรรมชาติของมนุษย์เราจึงโยนความผิดไปที่ทุกสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา พ่อแม่ สังคม ครู เพื่อน แต่เมื่อคิดให้ถ้วนถี่ตามตรรกะแห่งความจริง เราจึงพบคำตอบ ความอ่อนแอของตัวเราช่างใหญ่โตเหลือเกิน มันเกิดจากความกลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่กล้าลุกขึ้นสู้ ไม่กล้าข้าม

ความฝันวัยเด็กอาจเป็นแค่ความฝันที่ถูกปล่อยปะละเลย ตกเกลื่อนระหว่างเส้นทางชีวิต แต่ความฝันใหม่ที่ถูกเก็บมาใหม่ระหว่างทางเราก็จะตั้งใจพยายามไม่ทอดทิ้ง ทำตัวปอดแหก ตกใจเมื่อเจอลมแรงก็ปล่อยมันหลุดมือไปอีก จะไม่โทษ พ่อแม่ สังคม เพื่อนพ้อง ครูอาจารย์

กับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ มันคงไม่ยากเกินที่จะข้ามมันไป เพราะมันคงเท่น่าดู…. เนอะ