ครั้งหนึ่งผมเคยคิดอิดฉาสัตว์ จะว่าไปผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่เรื่อยๆ อิดฉาเขาเรื่องอะไร? เรื่องที่ว่า…
นกบินอพยบข้ามเมืองข้ามทวีปไปพักร้อนแดนไกล ไม่เห็นมันต้องขอวีซ่า
ปลามันว่ายน้ำข้ามแขดแดนน่านน้ำประเทศ ไม่เห็นมันต้องถือพาสพอร์ต
หมามันจะเดินข้ามเขตแดนไปผสมพันธุ์ฉันชู้สาว ก็ไม่ต้องถูก”ตอมอ”สัมภาษณ์ตอนย่างข้ามแดน
ความคิดประมาณนี้มันถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ผมได้ไปดูหนังเรื่อง The Visitor (http://www.thevisitorfilm.com/)หนังว่าด้วยเรื่องจัดการกับผู้อพยบในประเทศอเมริกา คนที่เดินเรื่องหลักคือครูน่าเบื่อชาวอเมริกัน ครูม่ายชายวัยกึ่งคน(มากกว่ากลางนิดนึง)ผู้ไร้ซึ่งความกระตือรือล้นในชีวิต ไร้มนุษยสัมพันธุ์ ชืวิตว่างเปล่า ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน โชคชะตา(ผู้กำกับลิขิต)ทำให้เขาได้มาพบ ได้เจอ ได้รู้จัก ได้เรียน ได้รู้ ได้รักกับคนกลุ่มน้อยของสังคมผ่านเสียงดนตรีที่เป็นสื่อกลางระหว่างคนสองคน…
คนอพยบมาจากต่างแดนนั้นเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง อยู่ีบนความกลัว และที่สำคัญเขาเหล่านี้คือคนผู้กระทำผิดกฏหมายและพร้อมที่จะถูกลงโทษทุกเมื่อหากถูกจับได้
ณ เวลานั้น ช่วงชีวิตครูมีเสียงเพลง… มีจุดหมาย… มีความหวัง… และ มีเพื่อน…
เสียงกลองบรรเลงในสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวาย.. เสียงที่บ่งบอกถึงความเศร้าระคนความคับแค้นข้องใจ… แต่กลับถูกกลืนไปกับเสียงรถไฟใต้ดินที่วิ่งสวนไป… เหมือนดั่งว่าความทุกข์และปัญหาที่อยู่ตรงหน้าถูกละเลย และกลืนไปกับความเคยชินในที่สุด….
หนังเรื่่องนี้เหลือคำถามมากมายไว้ในใจคนดูอย่างผม น่าเศร้าที่เราไม่สามารถที่จะแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้คนทุกคนได้เดินทาง ได้อาศัย ได้ใช้ชีวิต อย่างที่ใจเรา/เค้าต้องการ
หนังยังทำให้ผมคิดไปเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือผู้อพยบที่อังกฤษ ที่ที่เริ่มต้นโดยคนที่ประสบปัญหาโดยตรงจัดแจงสร้างสรรค์ที่ให้ความช่วยเหลือคำแนะนำปรึกษาให้ผู้อพยบ อีกทั้งงยังให้ความรู้กับคนทั่วไปอย่างคนตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอย่างผม คราวเดินออกมาจากสถานที่นั้น เพื่อนที่ไปด้วยกันพูดประมาณว่า “กูว่า ยังไงๆ รัฐบาลอังกฤษก็คงไม่อยากให้คนหลั่งไหลเข้ามาง่ายๆ รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่า มันก็ถูกแล้วถ้าคุณทำผิดกฏเค้าก็ต้องโดนจับหรือส่งกลับ ธรรมดาวะ” ผมไม่ได้คิดจะตอบโต้อะไร เพราะในใจก็ยังงงๆอยู่ เงียบไปสิบวินาทีแล้วผมก็พูดว่า “ไม่รู้สินะ ไอ้เรื่องใครถูกใครผิด แต่วันนี้กูดีใจที่ได้เห็นคนที่ตั้งใจจริที่จะยื่นมือไปช่วยเหลือคน… เดี๋ยวนี้ของอย่างงี้หายากวะ”

กรกฎาคม 10, 2008 at 9:54 pm
if we look at the world from far above – there no line dividing country, us human put it there for our own suffering.
กรกฎาคม 24, 2008 at 6:24 am
สวัสดีครับ
คน (มนุษย์)นั่นก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งครับ ต่างกันที่ว่า เราสร้างกรอบ (สังคม) ที่หนีจากวิถีธรรมชาติดั้งเดิม ต่างไปจากสัตว์
จริงครับ เช่น เราเป็นความอิสระเสรีของหมู่นก…ฯลฯ ทั้งที่จริง คนเองก็สามารถติดปีกโบยบิน (คิดและทำ) ได้
เพียงแต่ต้องหลุดกรอบ
แนะนะหนังสือสักนิดครับ นางนวล : Jonathan Livington เป็นงานเขียนที่แง่งามในความต้องการอิสระแห่งชีวิต
ด้วยมิตรภาพครับ
กรกฎาคม 24, 2008 at 10:47 pm
Peera: I’m just one of the dreamers that John Lennon had mentioned in his famous song – “Imagine”
ประทีป: ขอบคุณมากครับ ที่แนะนำหนังสือ ได้ลองหาใน google แล้วดูน่าสนใจดี กะว่าจะลองหามือสองมาอ่าน
กรกฎาคม 31, 2008 at 11:21 am
อิจฉา
อพยพ
เมื่อไรมึงจะกลับมาเมืองไทยในรูปแบบ citizen ไม่ใช่ visitor ซะทีวะ
คิดถึงเสมอ(ฮา)
สิงหาคม 13, 2008 at 2:48 pm
thank you mr.bozza.. you want to be my editor?
and to answer your question: 2 years i think… so i’ll remain my status as a visitor (both thailand and uk) ’till then.
สิงหาคม 21, 2008 at 3:27 am
เข้ามาอ่านค่ะ