ขณะนี้ผมกำลังปวดหัวกระบาลกับการเล่าเรียนในขณะนี้อย่างมาก เนื่องด้วยผมต้องคิดออกแบบแบบจำลอง(model)ในการส่งวีดีโอโดยที่แบบนี้มันควรที่จะคาดเดาคุณภาพของวีดีโอที่ผู้รับ โดยมีเงื่อนไขที่ว่าไอ้วีดีโอเนี่ยต้องเดินทางผ่านช่องสัญญาณห่วยๆแบบมือถือหรือระบบไร้สายเป็นต้น เอาละพอกันทีกับการอธิบายเรื่องที่ไม่มีใครสนใจแม้แต่ตัวผมเอง
แต่เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่าผมลองมาคิดเชื่อมกับชีวิต ผมพบว่าแบบจำลองหรือmodelเหล่านี้ที่นักวิศวกรณ์ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรฐศาตร์(สะกดไงอะ) นักคณิตศาสตร์ และอีกใครต่อใครที่ใช้แล้วดูเก๋กู๊ดนั้น พวกเราใช้มันอยู่เกือบจะตลอดเวลา ว่าง่ายๆก็คือเราใช้มันเมื่อเราต้อง”ตัดสินใจ” แล้ววันๆนึงเราตัดสินใจกี่ครั้งกัน? สมมุตินะครับสมมุติ(จังหวะเพลงเด็กน้อยที่ผู้ใหญ่ได้ตังจากการขายความซื่อใสไร้แต่ซึ่งความสุนทรีใดๆของดนตรี) สมมุติว่าเรากำลังจะเข้านอน…
พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมงนะ จะได้นั่งนาฬิกาปลุกถูก… ในหัวเราก็จะดึงmodelมาใช้ เช่น พรุ่งนี้เราต้องไปเจอน้องที่หายตัวไปเมื่อตอนแบเบาะ เวลา10โมงเช้าที่สยาม เราก็จะเอาตัวแปรต่างๆเช่น จากบ้านเราถึงสยามใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าเราขึ้นรถ เดินละ รถไฟฟ้าละ อ๊ะหรือจะวิ่ง มอไซอาจดี เสร็จแล้วเราก็คิดว่า ก่อนออกจากบ้านเราใช้เวลาเท่าไหร่ แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินนม ใส่เจล ไปยาลใหญ่…. เมื่อเรารวบรวมตัวเปรเสร็จสมองเราก็ตัดสินได้ว่าเราควรตื่นกี่โมงเพื่อไปถึงพอดีเวลานัด เรื่องของเรื่องก็อยู่ที่ว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้ผลที่ได้จากแบบจำลองในสมองของเรานั้นจะถูกต้องหรือไม่ในวันเวลาจริง พูดง่ายๆเราก็แค่คาดเดาจากพื้นฐานทางสถิติในประสบการณ์ของเรานั่นเอง พรุ่งนี้เราตัดสินใจว่าเราจะขึ้นรถไฟฟ้าไปเพราะมันง่ายดีไม่มีติดเหมือนรถ ปรากฎว่าเอาจริงรถไฟฟ้าเสือกแบ๊ตหมดลืมช๊าตเมื่อคืน เลยต้องใช้แรงลมแทน(กรุงเทพลมแรงมาก) ผลก็คือมาช้ากว่าที่คิดไว้ หรือพูดอีกอย่างก็คือแบบจำลองเจ๊ง ใช้ไม่ได้ นอกจากตัวอย่างที่ว่านั้น ลองคิดดูสิครับ ว่าทุกการตัดสินใจเราใช้แบบจำลองของเราเองหรือปล่าว..
- “กินไรดี” เวลาคุณดูเมนู – ตัวแปร: ความชอบส่วนตัว ความชอบของคนมากินด้วย ราคา ความคุ้มค่า และไปยาลใหญ่
- “เกาตูด” เวลาดูหนังในโรง – ตัวแปร: อยาก(คันนิ) กลิ่น คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะจำเราได้มั้ย และไปยาลใหญ่
- “แคะขี้มูก” บนเครื่องบิน – ตัวแปร: ความใหญ่ของก้อนขี้มูก คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะคิดว่าเราน่าเกลียดมั้ย มีกระดาษมั้ย ดีดไปไหนได้มั้ย และไปยาลใหญ่
- “กอ ขอ คอ งอ” เวลาสอบ – ตัวแปร: ข้อความหลังงอคือ”ถูกทุกข้อ”หรือปล่าว ข้อก่อนๆหน้าตอบไรไป คนข้างๆตอบอะไร และไปยาลใหญ่
- “ฟันธง” เวลาหมอดูดูดวง – ตัวแปร: สถิติของคนเกิดวันนี้เดือนนี้ปีนี้ ดาวดวงนี้ หนังหน้า ไพ่แบบนี้ และไปยาลใหญ่
โอยเยอะแยะไปหมด จะว่าไปแล้วสมองเรานี่มันช่างเก่งจริงๆ ยกตัวอย่างแรกที่ต้องตื่นกี่โมง ตัวแปรมากมาย ผกผันตามบ้างไม่ตามบ้าง หักล้างได้บ้าง เสริมกันก็ได้ เราสามารถคิดได้ในเวลาอันสั้น และตัวแปรที่ซับซ้อนเช่นถ้าไปสายเค้าจะว่ามั้ย ถ้าเพื่อนกันคงไม่ว่าไร ถ้าเป็นอาจารย์คงต้องไปก่อนเวลา ไปยาลใหญ่…. โอย อะแมสซิ่งไทยแลนจริงๆครับ
ว่าแล้วก็กลับไปทำงานดีกว่า…
จริงอะดึกแล้วนา.. ต้องพึ่งmodelสมองตัดสินอีกแล้วละครับ
ธันวาคม 1, 2008 at 12:29 am
พรุ่งนี้เราต้องไปเจอน้องที่หายตัวไปเมื่อตอนแบเบาะ เวลา10โมงเช้าที่สยาม
ปรากฎว่าเอาจริงรถไฟฟ้าเสือกแบ๊ตหมดลืมช๊าตเมื่อคืน เลยต้องใช้แรงลมแทน(กรุงเทพลมแรงมาก)
ฮาหวะ
ไม่รู้ว่าโมเดลในการตัดสินใจเป็นยังไง แต่โมเดลในการคิดเล่าเรื่องของแกคงประหลาดกว่าโมเดลมาตรฐานของคนอืนมาก
มกราคม 13, 2009 at 5:59 pm
พล่ามอะไรของมึงวะ
ปล.
วิศวกร ไม่ใช่ วิศวกรณ์
เศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่ เศรฐศาตร์
ช้าด ไม่ใช่ ช๊าต
(จริงๆ น่าจะเป็น ชาร์จ แต่กูเข้าใจว่ามึงจะเขียนเป็นแบบ คำอ่าน ขำๆ แต่ต้องจำไว้ อักษรสูงและต่ำ มีรูปวรรณยุกต์ถึงแค่วรรณยุกต์โท ไม่มีตรี ไม่มีจัตวา)
เมษายน 27, 2009 at 4:19 pm
เออ model มันก็จำลองตาม สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว อดีตได้อย่างเดียวอะนะ มันจะมีไหมว่ะ model ที่จำลอง อนาคต ความน่าจะเป็นที่แม่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน?? มันน่าจะดี ถ้ามี
กูว่าสมองคนเราจริงๆมี safety model(ความกลัว?) ที่แม่งจำกัดชีวิตเราให้อยู่ตามแค่สิ่งที่เรารู้ ที่เราเห็นจริงๆวะ ถ