เรื่อยเปื่อย


หนังสือรุ่น – ป้าง

หนึ่งในไม่กี่เพลงที่ฟังครั้งแรกก็ทำเอาน้ำตาไหล… คิดถึงวันเก่าๆ สุขทุกที่เราได้พบได้เจอได้ผ่านมาด้วยกัน คำสัญญาว่าจะติดต่อกันไม่ห่างเหิน ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นนะ เวลามันเร็วจนเราไม่รู้ตัวหรือเราไม่ใส่ใจ
ตั้งแต่ประถมยันมหาลัย เราคิดถึงเพื่อน…..ทุกคน

ปล ทำไมเราต้องมาเขียนที่นี่นะ วันไหนได้กลับไทยคงได้เวลาโทรหาเพื่อนเก่า จะไม่ให้เพลงมาเตือนใจอีก

ร้อยละเก้าสิบของเพื่อนผม ไม่สนใจการเมือง ด้วยว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว รู้แต่ว่ามีแต่คนโกงกัน…. ซึ่งก็คงจะจริงบ้างไม่มากกก็น้อย แต่ด้วยสาเหตุหลังนี่แหละที่ผมว่าเราควรจะสนใจการเมือง ถึงแม้ความรู้สึกลึกๆจะบอกว่ารู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ มึงก็ได้แต่บ่นให้ตัวเองฟังไปวันๆ จะได้รู้สึกมีสิทธิมีอำนาจตุ๊ดๆในการตัดสินใจบ้างก็คราวเลือกตั้ง จบ หลังจากนั้นก็ได้แต่ตามดูห่างๆ และที่สำคัญการเมืองมันให้ความรู้สึกที่ว่า มันจะไม่มีวันที่จะให้เรารู้ความจริงได้ มันช่างดูเป็นสิ่งที่ซับซ้อน ลึกลับ ตอนเด็กๆผมสงสัยเสมอเวลาผู้ใหญ่คุยเรื่องการเมืองแล้วเวลาผมถามว่าคนนั้นคือใครคนนี้ใครทำไมต้องชอบทำไมต้องไม่ชอบ “….” ใช่ครับพวกเค้าหันมามอง แต่ไม่มีคำตอบบอกแต่ว่าเรื่องมันยาว เรื่องของผู้ใหญ่… หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เราๆได้เจอมา จึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ต้องโตก่อนจึงจะรู้ได้ เหมือนดั่งเพศศึกษาภาคไม่เสียว เลยพาลทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจ ไหนๆก็ห้ามแล้ว ฝ่าฝืนที่เสียวดีกว่ามั้ย?

จากคำถามที่ไม่ได้คำตอบในวันนั้น จนวันนี้ผมพอเข้าใจแล้วหละครับ ที่พวกเค้าไม่บอก อาจจะเป็นได้ที่ไม่อยากอธิบายยืดยาว ขี้เกียจ ..แต่.. ผมว่าที่ไม่บอกนั้นก็เพราะพวกเค้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันต่างหาก! พวกเค้าได้แต่พูดอะไรกำกวมๆในหมู่คน รู้งูๆปลาๆเท่าที่สื่อ(ที่ไม่มีอิสระเสรีเหมือนนกพิราบขาวหรือโซฟีแบบบาง)เป่าหู ไม่อาจตัดสิน ไม่กล้าฟันธง หรือแม้กระทั่งบอกเหตุผลได้แน่ชัดไปว่าเค้าคิดอย่างไรกับกรณีใดๆ เพราะใครๆอะไรๆมันก็ไม่ดีนี่นา เค้าว่ากันงั้น ขืนไปว่าใครดูดี ก็โดนหาว่าโง่ เชื่อคนง่าย ไร้เดียงสา ไม่อินเทร็นคนโตแล้วหนะสิ ฮ่าๆ เอ่อ แล้วอย่าถามนะว่าผมรู้คำตอบได้อย่างไร…. ก็มันคือตัวผมเองหนะสิ!

ผมเรียกความรู้สึกอย่างที่ว่านั้นว่า “เป็นกลาง” ความเป็นกลางนี้ไม่ใช่ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่ๆ และก็ไม่ใช่ความแฟร์ๆแห่งโลกตะวันตกอีกเช่นกัน มันเป็นคำที่เอาไว้พูดหรือคิดเอาเองที่ทำให้เรารู้สึกเท่ในเวลาที่เราโง่… โง่ที่เราไม่รู้ความจริง ตามคนปกครองประเทศเราไม่ทัน แต่อยากดูดีในสังคมในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ไม่ออกความคิดอะไรมากหรือลึกจนเกินไป เดี๋ยวฟาวล์ แล้วจะอายเค้าทีหลัง แล้วทำไมผมต้องใช้คำว่า”เป็นกลาง”หนะเหรอ ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เค้าใช้กันแต่อาจไม่กล้ายอมรับในความหมายของมันในแบบของผม โดยเฉพาะช่วงปีๆที่ผ่านมา มีคนเป็นกลางกันเยอะขึ้น คงไม่ต้องกล่างว่าทำไม

ทำอย่างไรให้เราอัพเกรดมาเป็น”เป็นกลาง”ของจริง เพราะผมหมั่นไส้เป็นกลางแบบงูๆปลาๆที่เราเป็นๆกันอยู่นี้มาก

จะทำอย่างไร ในเมื่อความจริงนั้นยากจะเข้าถึง และมันก็คือคำตอบเดียว ของสมการ

สงสัยคงต้องอ่านต้องศึกษากันต่อไปแล้วใช้สมองกับสำนึกในการตัดสิน

สู้ต่อไปนะ จีบัน…

ครั้งหนึ่งผมเคยคิดอิดฉาสัตว์ จะว่าไปผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่เรื่อยๆ อิดฉาเขาเรื่องอะไร? เรื่องที่ว่า…

นกบินอพยบข้ามเมืองข้ามทวีปไปพักร้อนแดนไกล ไม่เห็นมันต้องขอวีซ่า

ปลามันว่ายน้ำข้ามแขดแดนน่านน้ำประเทศ ไม่เห็นมันต้องถือพาสพอร์ต

หมามันจะเดินข้ามเขตแดนไปผสมพันธุ์ฉันชู้สาว ก็ไม่ต้องถูก”ตอมอ”สัมภาษณ์ตอนย่างข้ามแดน

ความคิดประมาณนี้มันถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ผมได้ไปดูหนังเรื่อง The Visitor (http://www.thevisitorfilm.com/)หนังว่าด้วยเรื่องจัดการกับผู้อพยบในประเทศอเมริกา คนที่เดินเรื่องหลักคือครูน่าเบื่อชาวอเมริกัน ครูม่ายชายวัยกึ่งคน(มากกว่ากลางนิดนึง)ผู้ไร้ซึ่งความกระตือรือล้นในชีวิต ไร้มนุษยสัมพันธุ์ ชืวิตว่างเปล่า ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน โชคชะตา(ผู้กำกับลิขิต)ทำให้เขาได้มาพบ ได้เจอ ได้รู้จัก ได้เรียน ได้รู้ ได้รักกับคนกลุ่มน้อยของสังคมผ่านเสียงดนตรีที่เป็นสื่อกลางระหว่างคนสองคน…

คนอพยบมาจากต่างแดนนั้นเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง อยู่ีบนความกลัว และที่สำคัญเขาเหล่านี้คือคนผู้กระทำผิดกฏหมายและพร้อมที่จะถูกลงโทษทุกเมื่อหากถูกจับได้

ณ เวลานั้น ช่วงชีวิตครูมีเสียงเพลง…  มีจุดหมาย…  มีความหวัง… และ มีเพื่อน…

The Visitor

The Visitor

เสียงกลองบรรเลงในสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวาย.. เสียงที่บ่งบอกถึงความเศร้าระคนความคับแค้นข้องใจ… แต่กลับถูกกลืนไปกับเสียงรถไฟใต้ดินที่วิ่งสวนไป… เหมือนดั่งว่าความทุกข์และปัญหาที่อยู่ตรงหน้าถูกละเลย และกลืนไปกับความเคยชินในที่สุด….

หนังเรื่่องนี้เหลือคำถามมากมายไว้ในใจคนดูอย่างผม น่าเศร้าที่เราไม่สามารถที่จะแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้คนทุกคนได้เดินทาง ได้อาศัย ได้ใช้ชีวิต อย่างที่ใจเรา/เค้าต้องการ

หนังยังทำให้ผมคิดไปเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือผู้อพยบที่อังกฤษ ที่ที่เริ่มต้นโดยคนที่ประสบปัญหาโดยตรงจัดแจงสร้างสรรค์ที่ให้ความช่วยเหลือคำแนะนำปรึกษาให้ผู้อพยบ อีกทั้งงยังให้ความรู้กับคนทั่วไปอย่างคนตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอย่างผม คราวเดินออกมาจากสถานที่นั้น เพื่อนที่ไปด้วยกันพูดประมาณว่า “กูว่า ยังไงๆ รัฐบาลอังกฤษก็คงไม่อยากให้คนหลั่งไหลเข้ามาง่ายๆ รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่า มันก็ถูกแล้วถ้าคุณทำผิดกฏเค้าก็ต้องโดนจับหรือส่งกลับ ธรรมดาวะ” ผมไม่ได้คิดจะตอบโต้อะไร เพราะในใจก็ยังงงๆอยู่ เงียบไปสิบวินาทีแล้วผมก็พูดว่า “ไม่รู้สินะ ไอ้เรื่องใครถูกใครผิด แต่วันนี้กูดีใจที่ได้เห็นคนที่ตั้งใจจริที่จะยื่นมือไปช่วยเหลือคน… เดี๋ยวนี้ของอย่างงี้หายากวะ”

นานมาแล้วเมื่อมนุษย์ได้อพยบเคลื่อนย้ายขยายเผ่าพันธุ์ออกจากทวีปแอฟริกา สายพันธุ์ที่ว่าเป็นสัตว์ประเสิฐเลิศหรูได้กระจายจับจองพื้นที่ราวเชื้อมะเร็งที่เกาะกินทรัพยากรโลก นับเป็นโรคร้ายที่ดาวพระเคราะห์สีฟ้ากำลังหาทางรักษาอยู่ คาดว่าคงใช้ยาแรงอีกไม่ช้า…

…. อีกระยะเวลาผ่านไป …..

มนุษย์บางกลุ่มได้เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งหนึ่งตอนเหนือของทวีปแอฟริกา จะด้วยความอ่อนแอเมื่อคราวก่อนนั้นที่ไม่สามารถยึดที่แผ่นดินใหญ่ไว้จึงโดนขับไล่มาก็ไม่ทราบได้ แต่มาจนวันนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ก็ได้เดินเชิดอกเชิดคางเลิกคิ้วหลิ่วตาอย่างภูมิใจแกมหยิ่งผยองด้วยว่าเป็นแหล่งกำเนิดภาษากลางของโลกปัจจุบัน…

ที่แห่งนี้มีโรคชนิดหนึ่งที่มนุษย์ที่เดินทางจากสุวรรณภูมิ(สนามบิน)มิอาจร่วงรู้แม้เคยมาอาศัยอยู่สองปีกว่าก็ตาม จนกระทั่งเขาได้มาประสบพบกับตัวเอง… เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ฤดูเปลี่ยน เมื่อแสงแดดได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อความสวยงามของท้องฟ้าและดอกไม้ได้แบ่งบาน อวดสีสันให้มนุษย์ได้ชื่นชมเสพสมอารมณ์หมาย หลังจากต้องทนทุกข์กับภาวะอากาศหม่นหมองชวนฆ่าตัวตายมาตลอดฤดูหนาว

มนุษย์จากดินแดนไกลหลงระเริงชื่นชมกับความงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เขามักออกไปนอนเกลือกกลิ้งกับสนามหญ้าราวกับว่าผิวหนังไม่ได้รับการสัมผัสอันอ่อนนุ่มของธรรมชาติมาอย่างยาวนาน เขายิ้มอย่างเบิกบานอยู่คนเดียวเมื่อได้มีโอกาศเดินย่ำเท้าเปล่าเปลือยลงบนหญ้าเขียวหนานุ่ม (ไม่ใช่บางกรอบ)

 …. อีกระยะเวลาผ่านไป ….. (เร็วกว่าคราวแรกหน่อยนึง)

มนุษย์คนเดิมเริ่มมีอาการจามอย่างต่อเนื่อง 12.5ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง ตามมาด้วยอาการคันปลายจมูก…  คันแบบจั๊กกะจี๋จมูกอย่างไม่มีเหตุผลเนื่องด้วยไม่มีคนแกล้งปั่นทิชชู่มาแหย่แยงรูจมูกของเขาแต่ประการใด แต่กลับรู้สึกจั๊กจี๋จมูกจนจาม สองชั่วยามให้หลังอาการที่น่าเบื่อและรำคาญแห่งจักวาลได้เริ่มขึ้น มันคืออาการ”คันตา” คันตานี้ออกเสียงยาวเพราะหากออกเสียงสั้นอาจคล้ายชื่ออักษรหรือคำญี่ปุ่นได้ อีกทั้งยังไม่ใช่อาการคันยายเพราะอาการมุกเสี่ยวกำเริบ แต่มันคืออาการคันที่ขอบตา-เปลือกตา-เบ้าตา-ลูกตา-หรือแม้กระทั่งเรติน่า อาการนี้เริ่มจากคันนิดๆแบบตุ๊ดๆแค่พอให้น้ำตาใหลแต่ทนไม่เกาได้ เพื่อนฝูงครูบาอาจารย์งงไปตามๆกันเมื่อได้สนทนาพาทีกับเขา พาลนึกไปว่าเป็นคนอ่อนไหวใจเสาะ(กะเทาะหน้าแว่น โอ้ว)สั่งงานนิดหน่อยร้องไห้ ชวนไปกินข้าวร้องไห้ เพื่อนบอกbyeก็ร้องไห้ ยามหน้าตึกทักยังร้องไห้…

หลังจากนั้นอาการคันมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดมนุษย์คนนั้นใช้เวลาเฉลี่ยวันละห้าชั่วโมงในการเกาตา น้ำตาเมื่อไม่เหลือให้ไหลอีกต่อไป ยิ่งเกาตายิ่งแดงยิ่งเจ็บยิ่งแสบ ปัจจุบันเขาเหมือนคนที่พึ่งร้องไห้เสร็จใหม่ๆตลอดเวลา ตาแดงๆเยิ้มๆฟึดฟัด ขี้มูกไหล อีกทั้งยังพกทิชชู่เป็นนิสัย เพื่อนๆผู้มีประสบการณ์ต่างบอกว่า เขากำลังประเชิญกับโรคทีเรียกว่าเฮ้ฟีเว่อ(Hay Fever) เป็นโดยท่วนหน้าเมื่อฤดูผลิมาถึง เกิดจากอาการแผ้เกสรดอกไม้และละอองพืชพันธุ์ แว๊บแรกเขาแอบชื่นชมชื่อโรคนี้ด้วยอารมณ์สนุกสนาน ว่ามันคล้ายกับ Hey! Fever เหมือนกล่าวทักทาย แต่ตอนนี้เค้าอยากเรียกมันว่า เอี้ย!ฟีเว่อ (Here!!!! Fever)มากกว่า เพราะมันเอี้ยจริงๆครับ!

เมื่อวันก่อนเมื่อวานมีโอกาสได้เดินทางไกล จากเมืองไกลในทวีปยุโรปมายังแผ่นดินเกิดอันน่าภูมิใจ(ไทยแลนด์ (คล้องดี)) โดยอาศัยสายการบินแถบๆประเทศตะวันออกกลางผู้มั่งคั่ง การเดินทางครั้งนี้ผมจึงต้องไปต่อเครื่องที่ประเทศเจ้าของสายการบิน เที่ยวบินจากยุโรปมายังเมืองตะวันออกกลางอยู่ในเกณท์ปานกลาง เครื่องเล็ก ไม่สะอาดมาก ไม่เก่าไม่ใหม่ มีจอส่วนตัวเลือกหนังได้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นแขก ซึ่งขอเดาว่าคงเดินทางกลับบ้าน ส่วนมากของส่วนที่เหลือจะเป็นชาวยุโรปซึ่งส่วนมากของส่วนนี้(ถ้าไม่ทั้งหมด)ก็เดินทางต่อมาแผ่นดินเกิดเราอันน่าภูมิใจไทยแลนด์มาก… ส่วนที่น้อยที่สุดเห็นจะเป็นคนไทย เท่าที่สังเกตุดูได้ มีสองชีวิตรวมผมแล้วแต่เมื่อเราได้ทำการเปลี่ยนเครื่องเพื่อมุ่งตรงมายังบีเคเค คดีก็พลิก!* คราวนี้ชาวต่างชาติและคนไทยมีจำนวนประมาณครึ่งๆ แม้กระทั่งจำนวนแอร์โฮสแตจก็น่าจะไทยครึ่งต่างชาติครึ่งเช่นกัน (สายการบินเดิม)

เมื่อผมได้ขึ้นขึ้นครึ่งเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน จิตใจที่พองโตที่จะได้กลับบ้านก็ค่อยๆแฟบลงด้วยสิ่งแวดล้อม อธิบายพอสังเขปดังนี้ ขณะที่ผมกำลังเดินไปที่ที่นั่ง และกำลังยกกระเป๋าสะพายเก็บไว้ในช่องเก็บนั้นก็ได้ยินเสียงกึ่งยิงกึ่งผ่านของสองสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนประเภทกึ่งหญิงกึ่งชาย “นี่แกๆ แกว่าคนนี้ คนจีนหรือไทยวะ” เสียงกึ่งยิงกึ่งผ่านลอยมากระทบหูผม ผมชำเลือง สบตาของเธอทั้งสองจึงรู้ว่าพูดถึงผม “เอ่อ ท.. ไทยครับ” เธอทั้งสองขำกิ๊กๆกั๊กๆพร้อมชำเลืองสายตายอีโรติกแบบไม่อ้อมค้อม “……” ผมยิ้มให้และนั่งลง ผมต้องนั่งข้างหลังบุคคลทั้งสองท่านไปจนถึงเมืองไทยครับ แค่เจ็ดชั่วโมงเองครับ…

เมื่อเหตุการณ์ระทึกขวัญจบไป ผมก็เริ่มอ่านหนังสือที่ค้างไว้เมื่อเที่ยวบินก่อน ขณะนั้นก็มีคนมานั่งข้างๆ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคนนี้ อธิบายสั้นๆได้ว่าน่ากลัวแบบสุจริตครับ คือพี่เค้าหน้าตาท่าทางการแต่งตัวทุกอย่างน่ากลัวมากแต่เราก็พิสูจไม่ได้ว่าแกน่ากลัวตรงไหน คือเอาง่ายๆว่าอากาศภายในเครื่องก่อนออกนั้นร้อนพอควรเนื่องได้รอผู้โดยสารที่ดีเลย์มาจากเครื่องอื่นเป็นเวลานานแล้ว ขนาดสองเธอยังบ่นเสียงดังทุกๆ30วินาทีว่า “ร้อนวะแก เมื่อไหร่จะไปๆซะทีเนี่ย” ติดสำเนียงเพศก้ำกึ่งอย่างพองาม คุณพี่ข้างๆผมเนี่ยแกใส่แจ๊กเก็ตสีดำรูดซิบเกือบสุดคอมีป้ายองกรณ์อะไรไม่ทราบที่ผมอ่านไม่ทัน (อารมณ์ประมาณตราทีมฟุตบอลผสมแบบแบบตัวอักษรแบบข้าราชการๆ) พี่เค้ายังใส่หมวกแก๊ปสีดำปิดหน้าปิดตา เห็นแต่ปลายจมูกลงมาผมยาวรกรุงรังแม้จะมัดแล้วก็ตามที และที่สำคัญแกเงียบมากๆครับ แกแทบไม่ส่งเสียงอะไรเลยตลอดทาง มีก็แต่กลิ่นที่แกชอบส่งมาเวลาแกหาว… – -’

เครื่องบินลำนี้ค่อนข้างเก่าครับ สังเกตุจากอุปกรณ์อีกทั้งยังค่อนข้างไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ทั้งนี้ทั้งนั้นความโสได้ผ่านการพิสูจแล้วด้วยฝรั่งผมทองผู้กล้าหาร แกนั่งหน้าจอมอนิเตอร์ก่อนเครื่องออกหนะครับ ทีนี้แกคงคิดไรอยู่ไม่ทราบได้ แกเอื้อมแขนพร้อมปาดนิ้วชิ้วชี้สั้นๆป้อมๆลงบนหน้าจอครับ เป็นเส้นยาวสวยงามดั่งพู่กันจีนเลย ฝุ่นเยอะมากกกกกกกก

ขณะก่อนเครื่องขึ้นผมได้สังเกตุเห็นอาการณ์ของเหล่าชาวไทยเลยวัยกลางคน เดินหาที่นั่งว่างๆกันให้ควักเลย คือผมก็เข้าใจนะครับว่าใครๆก็อยากได้ที่นั่งสบายๆ หากใครโชคดีไม่มีใครนั่งข้างๆเลยก็อาจนอนเหยียดตัวสบายตลอดการเดินทาง คือที่นั่งของผมก็ค่อนข้างท้ายๆเครื่องซึ่งจะมีที่นั่งว่างพอสมควรผมเลยได้เห็นปรากฏการณ์นี้ ชาวไทยเหล่านี้ก็จัดการจองที่กันเมามันเลยครับ เท่าที่เห็นร้อยทั้งร้อยเป็นผู้หญิงครับประมาณว่าหน่วยข้าราชการไปดูงานต่างประเทศมา ฝรั่งหันมองหน้ากันงงๆ ประมาณว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะลักษณะเหมือนหนีอะไรมาจากส่วนหน้าของเครื่องบิน! พอเครื่องออกฝรั่งก็ถึงบางอ้อ เพราะคุณเธอทั้งหลายนอนแผ่เป็นพะยูนริมหาดบางแสน ช่างน่ารักน่าชังจริงๆ

ป.ล. “ไม่ทราบว่าจะทานอะไรดีคะ.. เนื้อแกะกับมัน หรือ ไก่กับข้าวดีคะ” - ”ไก่กับข้าวครับ” ….. กินสลัด.กินขนมปัง.แกะกล่องข้าว.หอมจัง.น่ากิน.อร่อย.แต่………………………………….ทำไมไก่มีชิ้นเดียวแถมเล็กเท่าหัวนมครับ!!

ป.ล. สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแบบกึ่งหญิงกึ่งชายทั้งสองซัดน้ำเมาไปหลายแก้ว เฮฮากันมากตลอดไฟลท์ครับ อ่อ… แค่เจ็ดชั่วโมงเองครับ!

* โปรดพลิกฝ่ามือประกอบการอ่านจะได้อารมณ์มากขึ้น

เมื่อชีวิตดำเนินมาเกินเศษหนึ่งส่วนสี่ (แก้จาก”กึ่งหนึ่ง”เพื่อความกระจ่าง) ของเกณมาตฐานอายุเฉลี่ย ได้ผ่านอะไรมาไม่มากไม่น้อย “การตัดสินใจ”ได้ผ่านรูม่านตาและก้านสมองมามากมาย แต่ละครั้งล้วนตอกย้ำความอ่อนแอทางความคิดและตัวตน

เมื่อครั้งเรายังเด็กเรามีความฝัน จนกระทั่งปัจจุบันเราเชื่อว่าความฝันยังอยู่ เพียงแต่ว่าความฝันดูท่าจะเป็นเพียงแค่ฝันมากขึ้น…

อะไรกันที่เป็นตัวกั้นเราไว้ไม่ให้เราข้ามไปฝั่งนั้น ไปเป็นหนึ่งในผู้กล้ามันคงจะเท่น่าดู เพื่อจะตอบคำถามนั้น ด้วยธรรมชาติของมนุษย์เราจึงโยนความผิดไปที่ทุกสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา พ่อแม่ สังคม ครู เพื่อน แต่เมื่อคิดให้ถ้วนถี่ตามตรรกะแห่งความจริง เราจึงพบคำตอบ ความอ่อนแอของตัวเราช่างใหญ่โตเหลือเกิน มันเกิดจากความกลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่กล้าลุกขึ้นสู้ ไม่กล้าข้าม

ความฝันวัยเด็กอาจเป็นแค่ความฝันที่ถูกปล่อยปะละเลย ตกเกลื่อนระหว่างเส้นทางชีวิต แต่ความฝันใหม่ที่ถูกเก็บมาใหม่ระหว่างทางเราก็จะตั้งใจพยายามไม่ทอดทิ้ง ทำตัวปอดแหก ตกใจเมื่อเจอลมแรงก็ปล่อยมันหลุดมือไปอีก จะไม่โทษ พ่อแม่ สังคม เพื่อนพ้อง ครูอาจารย์

กับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ มันคงไม่ยากเกินที่จะข้ามมันไป เพราะมันคงเท่น่าดู…. เนอะ