Uncategorized


หลังจากได้ฟังรายการคนข้นข่าวเค้าคนขายคันข่าวค้างคืน แค๊กๆประจำวันนี้ มีอะไรที่ทำให้รู้สึกหงึดๆ(=อาการเกิอบหงุดหงิด)อย่างไม่ทราบสาเหตุ

๑ บารักโอบาม่า ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในวันนี้ วันเกิดท่านจอนเลนน่อน ถ้าจอนรู้เข้าจะหงึดๆเหมือนเรามั้ย รางวัลที่เคยให้ท่านดาไลลามะ อองซานซูจี ไอ้เราก็ไม่ใช่ไม่ชอบท่าบารักนะ เราเห็นแต่ท่านมาพูดเย็ดวีแคนๆ คืออนาคตท่านอาจจะทำไรให้โลกได้มากกว่าแล้วค่อยให้ได้มั้ย พี่แกเพิ่งเริ่มเองอะ แค่พูดๆก็ได้แล้ว นี่ถ้าทำได้ด้วยแม่งจะให้รางวัลไรวะ

๒ ได้ข่าวว่าจะมีการเพิ่มก๊อฟกะรักบี้(Rugby sevens)เข้าโอลิมปิกห้าห่วง
ไอ้เราก็นึกว่าห้าห่วงนี่คือตัวแทนทวีปบนโลก ให้คนทุกส่วนมุมโลกได้มีส่วนในการเล่นกีฬา แต่นะเรามันประเทศด้อยพัฒนา ก็ต้องเล่นอะไรที่แม่งอยากให้เล่นกันไป ไอ้แบบที่ดังๆกูไม่ว่า แต่ไอ้แบบ ฮ๊อกกี้ โปโลน้ำ ไรเนี่ย ไหนยังจะมี winter games อีก หิมะบ้านกูยังไม่มีเลย แม่งเอ้ย หงึดๆๆๆๆๆๆๆ

โอยหิว ขี้เกียจบ่นละ ไปกินข้าว..ข้นข่าวคุยคุ้ยคุ๊ยก่อนนะ

ราตรีสวัสดิ์

สวัสดีคะ (เสียงสั่นเครือ) เอ่อ คือ หนูแค่อยากจะบอกว่า น้องเบ๊นส์ไม่ได้รักพี่โต้ง ตอนนี้เบ๊นส์รักพี่โฮ้แล้ว และอยากจะบอกอีกว่า (เสียงเหมือนจะร้องให้) เรารักเพื่อนๆห้องสองทับแปดมากนะ….

พี่คะ ขอเพลงรักเธอเพื่อนเกลอ แต่เออไม่ได้รักโต้ง คะ

ตู๊ดๆๆๆๆ

วันนี้ดูข่าวช่วงเช้ามากของช่องเจ็ด รายงานคดีสองพี่น้องเด็กหญิงโดนฆ่ารัดคอตายคาบ้าน ช่วงท้ายของรายงานข่าวนั้นยังมีรายงานด้วยว่าเนื่องจากบ้านเลขที่ของผู้ตายคือเลข ๑๑ มีผู้คนจำนวนมากนำเลขนี้มาเกี่ยวพันกับความตายของสองพี่น้องคือ ๑๑ เช่นกัน จึงได้แห่กันซื้อหวยลงท้าย ๑๑ จำนวนมาก อีกทั้งหวยที่ออกรางวัลที่หนึ่งยังมีเลข ๑ อยู่มากติดๆกัน คนถูกหวยกันยกใหญ่ ชาวบ้านจึงสรุปว่าวิญญาณสองพี่น้องเฮี๊ยนมากกกกก

สงสัยว่า ทำไมถ้าผีน้องเฮี๊ยนจิง ทำไมเค้าต้องมาแสดงพลังกับหวยด้วย เอาแรงไปจับคนร้ายไม่ดีกว่าเหรอ

ขณะนี้ผมกำลังปวดหัวกระบาลกับการเล่าเรียนในขณะนี้อย่างมาก เนื่องด้วยผมต้องคิดออกแบบแบบจำลอง(model)ในการส่งวีดีโอโดยที่แบบนี้มันควรที่จะคาดเดาคุณภาพของวีดีโอที่ผู้รับ โดยมีเงื่อนไขที่ว่าไอ้วีดีโอเนี่ยต้องเดินทางผ่านช่องสัญญาณห่วยๆแบบมือถือหรือระบบไร้สายเป็นต้น เอาละพอกันทีกับการอธิบายเรื่องที่ไม่มีใครสนใจแม้แต่ตัวผมเอง

แต่เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่าผมลองมาคิดเชื่อมกับชีวิต ผมพบว่าแบบจำลองหรือmodelเหล่านี้ที่นักวิศวกรณ์ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรฐศาตร์(สะกดไงอะ) นักคณิตศาสตร์ และอีกใครต่อใครที่ใช้แล้วดูเก๋กู๊ดนั้น พวกเราใช้มันอยู่เกือบจะตลอดเวลา ว่าง่ายๆก็คือเราใช้มันเมื่อเราต้อง”ตัดสินใจ” แล้ววันๆนึงเราตัดสินใจกี่ครั้งกัน? สมมุตินะครับสมมุติ(จังหวะเพลงเด็กน้อยที่ผู้ใหญ่ได้ตังจากการขายความซื่อใสไร้แต่ซึ่งความสุนทรีใดๆของดนตรี) สมมุติว่าเรากำลังจะเข้านอน…

พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมงนะ จะได้นั่งนาฬิกาปลุกถูก… ในหัวเราก็จะดึงmodelมาใช้ เช่น พรุ่งนี้เราต้องไปเจอน้องที่หายตัวไปเมื่อตอนแบเบาะ เวลา10โมงเช้าที่สยาม เราก็จะเอาตัวแปรต่างๆเช่น จากบ้านเราถึงสยามใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าเราขึ้นรถ เดินละ รถไฟฟ้าละ อ๊ะหรือจะวิ่ง มอไซอาจดี เสร็จแล้วเราก็คิดว่า ก่อนออกจากบ้านเราใช้เวลาเท่าไหร่ แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินนม ใส่เจล ไปยาลใหญ่…. เมื่อเรารวบรวมตัวเปรเสร็จสมองเราก็ตัดสินได้ว่าเราควรตื่นกี่โมงเพื่อไปถึงพอดีเวลานัด เรื่องของเรื่องก็อยู่ที่ว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้ผลที่ได้จากแบบจำลองในสมองของเรานั้นจะถูกต้องหรือไม่ในวันเวลาจริง พูดง่ายๆเราก็แค่คาดเดาจากพื้นฐานทางสถิติในประสบการณ์ของเรานั่นเอง พรุ่งนี้เราตัดสินใจว่าเราจะขึ้นรถไฟฟ้าไปเพราะมันง่ายดีไม่มีติดเหมือนรถ ปรากฎว่าเอาจริงรถไฟฟ้าเสือกแบ๊ตหมดลืมช๊าตเมื่อคืน เลยต้องใช้แรงลมแทน(กรุงเทพลมแรงมาก) ผลก็คือมาช้ากว่าที่คิดไว้ หรือพูดอีกอย่างก็คือแบบจำลองเจ๊ง ใช้ไม่ได้ นอกจากตัวอย่างที่ว่านั้น ลองคิดดูสิครับ ว่าทุกการตัดสินใจเราใช้แบบจำลองของเราเองหรือปล่าว..

  • “กินไรดี” เวลาคุณดูเมนู – ตัวแปร: ความชอบส่วนตัว ความชอบของคนมากินด้วย ราคา ความคุ้มค่า และไปยาลใหญ่
  • “เกาตูด” เวลาดูหนังในโรง – ตัวแปร: อยาก(คันนิ) กลิ่น คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะจำเราได้มั้ย และไปยาลใหญ่
  • “แคะขี้มูก” บนเครื่องบิน – ตัวแปร: ความใหญ่ของก้อนขี้มูก คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะคิดว่าเราน่าเกลียดมั้ย มีกระดาษมั้ย ดีดไปไหนได้มั้ย และไปยาลใหญ่
  • “กอ ขอ คอ งอ” เวลาสอบ – ตัวแปร: ข้อความหลังงอคือ”ถูกทุกข้อ”หรือปล่าว ข้อก่อนๆหน้าตอบไรไป คนข้างๆตอบอะไร และไปยาลใหญ่
  • “ฟันธง” เวลาหมอดูดูดวง – ตัวแปร: สถิติของคนเกิดวันนี้เดือนนี้ปีนี้ ดาวดวงนี้ หนังหน้า ไพ่แบบนี้ และไปยาลใหญ่

โอยเยอะแยะไปหมด จะว่าไปแล้วสมองเรานี่มันช่างเก่งจริงๆ ยกตัวอย่างแรกที่ต้องตื่นกี่โมง ตัวแปรมากมาย ผกผันตามบ้างไม่ตามบ้าง หักล้างได้บ้าง เสริมกันก็ได้ เราสามารถคิดได้ในเวลาอันสั้น และตัวแปรที่ซับซ้อนเช่นถ้าไปสายเค้าจะว่ามั้ย ถ้าเพื่อนกันคงไม่ว่าไร ถ้าเป็นอาจารย์คงต้องไปก่อนเวลา ไปยาลใหญ่…. โอย อะแมสซิ่งไทยแลนจริงๆครับ

ว่าแล้วก็กลับไปทำงานดีกว่า…

จริงอะดึกแล้วนา.. ต้องพึ่งmodelสมองตัดสินอีกแล้วละครับ

วันนี้ผมเถียงกับรุ่นน้องคนหนึ่งว่า 12am หรือ 12pm คือเที่ยงวันกันแน่ สำหรับน้องคนนั้นเค้าว่า 12pm สิเพราะความรู้สึกว่า pm มันกลางวันๆ คลับบคล้ายคลับคลาว่าใครๆก็ใช้อย่างงี้ ผมว่า 12am เพราะมัน.. ในความรู้สึกของผมคือเวลาเริ่มจาก 1 ถึง 12 จากตีหนึ่งหรือ 1am ตัวเลขควรจะเพิ่มๆ เรื่อยๆจนครบ 12 พอดีที่เที่ยงวัน แล้วจึงไป บ่ายโมง 1pm ต่อ

แต่…

ผมก็พบว่ามีคนงงเรื่องนี้อยู่มากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี “common sense” อยู่ว่า 12am คือเที่ยงคืน 12pm คือเที่ยงวัน หรือ อีกนัยหนึ่งคือผมผิดนี่เอง ผมงงมากๆ เพราะนึกอยู่ตลอดมาที่อยู่บนโลกนี้ว่า 12am คือเที่ยงวันและ 12pm คือเที่ยงคืน เหตุผลของพวกเขาก็คือก็มันเป็นอย่างนี้หรือไม่ก็รู้สึกเหมือนรุ่นน้องผมคนนั้น ผมก็เลยหาต่อไปว่าทำไมละ ทำมายยยยยย!!!!!!……….

จากที่ศึกษาจาก internet ต่อไปพบว่า am (ante meridiem ) นั้นคือก่อนเที่ยง และ pm(post meridiem) นั้นคือหลังเที่ยง หากคิดตามคำแปลนี้ก็จะพบว่า am pm ไม่สามารถอธิบายหรือบอกเวลาที่เที่ยงตรงได้ เพราะตัวมันเองบอกแค่ก่อนหน้าและลับหลังเท่านั้น….. จริงหรือ????

ข้อสังเกตุนี้จะจริงต่อเมื่อ เวลานั้นเริ่มจาก 1 ไป 12 แต่ถ้ามันเริ่มจาก 0 ไป 11 ละ….

นั่นก็แปลว่า(ในความคิดของผม) am pm ไม่ควรมีตัวเลข 12 อยู่ในสาระบบเลย กล่าวคือ เที่ยงวันคือ 0pm และ เที่ยงคืนคือ 0am หากเป็นอย่างนี้แล้วทุกอย่างจะลงตัวตามตรรกะตัวเลขและภาษาครับ

- ข้อคิดประจำวัน: อย่ามั่นใจไปนักไอ้ฟาย อะไรที่มึงคืดว่าถูกถึงแม้ว่าจะตามความรู้สึกหรือเพราะตรรกะอะไรก็ตามมันอาจจะผิดก็ได้ เพราะ common sense นั้นบางครั้งไม่ค่อยมีเหตุผลนัก -