“เฮ้ย อย่านั่งเฉยๆชมวิวเพลินนะมึง กูขับอย่างเดียวนะบอกทางด้วย”

สองหนุ่มมาไกลจากเมืองหลวง ออกเดินทางท่องเที่ยวไทยไม่ไปไม่รู้(อืมจริงอย่างเค้าว่า)หลังเรียนจบหมาดๆ วันนี้อากาศขมุกขมัวของเกาะสมุยไม่เป็นใจให้พวกเขาออกไปสัมผัสกับธรรมชาติทางทะเลอย่างที่หวัง ทั้งสองเลยตัดสินใจขี่มอเตอไซรอบเกาะแทน

“ว่าแต่เราจะไปไหนวะเนี่ย” คนซ้อนท้ายตะโกนถามกลับ ตะเบงเสียงแข่งกับเสียงเครื่องยนต์และลมที่พัดสวนมาราวกับว่าจะพัดคำพูดของเขาลอยไปด้วย

“อ้าว ไปหาดไง ที่คุยกันเมื่อกี้อะ!” คนขับตะโกน น้ำลายแถมสะเหลดพองามคิดเป็น 52% ของหยดน้ำลายกระเด็นมาโดนแก้มเพื่อนพอเป็นกระไส

“เออ ไอ้สัดเต็มหน้ากูเลย” คนซ้อนท้ายปาดแก้มขวาด้วยหัวไหล่ข้างเดียวกัน… แล้วตะโกนเสียงดังพร้อมน้ำลายแบบจงใจว่า  ”อ๋อ…หาดละไม!!!”

Unseen Lamai Beach Sign

คุณว่าสองคนนั้นเค้าจะได้ไปหาดมั้ยครับ?…

 

Cesky Krumlov Child

ณ ดินแดนแห่งความฝัน เหมือนเวลาถูกหยุดไว้ แม้จะด้วยความไม่ตั้งใจแต่ในที่สุดสิ่งที่เหลือไว้กลับมีค่ายิ่ง… ความสวยงามที่คงอยู่เตือนใจเราว่าแม้ครั้งหนึ่งเราอาจวิ่งตามคนอื่นไม่ทัน มันก็อาจทำให้เราได้มีโอกาสได้ชื่นชมความสวยงามของวิวข้างทางได้นานกว่า แต่ก็นั่นแหละนะใครอยากอยู่ข้างหลังตลอดไปหละ (ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยแน่ใจว่าวิ่งกันไปไหนก็เถอะ!)

เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองท่องเที่ยว Cesky Krumlov ณ Czech เราสัมผัสได้ทันทีถึงความสวยงามแบบน่ารักสงบเสงี่ยม ถึงแม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากมายทำเอาเมืองดูรกไปบ้าง แต่เราก็ไม่อาจนำมาเป็นเรื่องหงุดหงิดใจ จะทำได้อย่างไรในเมื่อเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

หลังจากการนัดแนะกับคณะผู้เดินทางถึงเวลาและสถานที่นัดหมาย ผมก็ออกเดินไปตามตรอกซอกซอย ดูเหมือนยิ่งเราเดินลึกเข้าไปความสงบก็มากขึ้นนักท่องเที่ยวก็น้อยลง.. น้อยลง.. และ น้อยยลงงง… ไปหยุดที่ร้านขายขนมที่ตรอกหนึ่งและยังขายของน่ารักแบบทำมือ เราเลยแอบเดินไปกินกาแฟที่สวนหลังร้าน ตั้งใจจิบกาแฟให้มันลวกลิ้นพองามแล้วก็จะเดินไปที่ที่นักท่องเที่ยงพึงไป… ขณะที่จิบที่สองจบลง – เสียงเด็กน้อยดังขึ้น..

“สวัสดี” เราก็หันไปเจอเด็กน้อยในชุดคนสวน “อืม สวัสดี” คิดในใจมากวนกูไมอะเนี่ย พูดไม่ค่อยเก่งแถมยังไม่รักเด็กด้วย

“นายมาจากไหนเหรอ” ผมยังไม่ได้ตอบ มัวแต่ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมทำการจิบที่สามอยู่ “จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้ห… “

“ไทย” ผมตอบห้วนโดยไม่ได้ตั้งใจ “อ๋อ รู้จักๆ” – “……” – ความเงียบมาทักทายแปดวินาทีได้ ผมรู้สึกถึงความผิดทางมารยาทสากล “แล้วนายอะทำสวนอยู่เหรอ”-ถามโง่มากๆ ผมคิด-”อืม ก็เหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ มันเป็นงานของเราตั้งแต่จำความได้แล้วหละ” -”ไม่เบื่อมั่งเหรอ” -ผมถามโง่ๆอีกแล้ว- “เบื่อเหรอ เบื่อสิ แต่ถ้าเราไม่ทำหน้าที่นี้นะจะให้ไปทำอะไรละ” – “อ้าว ก็อะไรก็ได้ไง อย่างจัดของในร้านละ” – “ไม่รู้สิ….” – ความเงียบมาเยือนอีก ผมจัดการจิบที่สิบสอง คิดในใจว่าคงเป็นจิบสุดท้ายเนื่องจางความร้อนลดลงจนเกินที่การจิบจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง – “… ก็ถ้าหากต้องไปทำอย่างอื่นไม่แน่ชั้นอาจต้องถูกหลอมใหม่ให้ได้รูปทรงที่มีประโยชน์เหมาะก็ได้ ถ้าการได้ทำอย่างอื่นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดละก็ฉันขอเป็นคนสวนตลอดไปดีกว่า เรายอมเบื่อ” – “อืม ก็จริง แฮะ” – ผมตอบ พลางซดกาแฟอึกใหญ่ เหลือแต่ฟองนมและน้ำกาแฟพอขลุกขลิก – เช็ดปากแล้วว่า “งั้นเราขอถ่ายรูปนายหน่อยนะ!” 

เมื่อชีวิตดำเนินมาเกินเศษหนึ่งส่วนสี่ (แก้จาก”กึ่งหนึ่ง”เพื่อความกระจ่าง) ของเกณมาตฐานอายุเฉลี่ย ได้ผ่านอะไรมาไม่มากไม่น้อย “การตัดสินใจ”ได้ผ่านรูม่านตาและก้านสมองมามากมาย แต่ละครั้งล้วนตอกย้ำความอ่อนแอทางความคิดและตัวตน

เมื่อครั้งเรายังเด็กเรามีความฝัน จนกระทั่งปัจจุบันเราเชื่อว่าความฝันยังอยู่ เพียงแต่ว่าความฝันดูท่าจะเป็นเพียงแค่ฝันมากขึ้น…

อะไรกันที่เป็นตัวกั้นเราไว้ไม่ให้เราข้ามไปฝั่งนั้น ไปเป็นหนึ่งในผู้กล้ามันคงจะเท่น่าดู เพื่อจะตอบคำถามนั้น ด้วยธรรมชาติของมนุษย์เราจึงโยนความผิดไปที่ทุกสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา พ่อแม่ สังคม ครู เพื่อน แต่เมื่อคิดให้ถ้วนถี่ตามตรรกะแห่งความจริง เราจึงพบคำตอบ ความอ่อนแอของตัวเราช่างใหญ่โตเหลือเกิน มันเกิดจากความกลัว ขี้ขลาด ไม่กล้าทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่กล้าลุกขึ้นสู้ ไม่กล้าข้าม

ความฝันวัยเด็กอาจเป็นแค่ความฝันที่ถูกปล่อยปะละเลย ตกเกลื่อนระหว่างเส้นทางชีวิต แต่ความฝันใหม่ที่ถูกเก็บมาใหม่ระหว่างทางเราก็จะตั้งใจพยายามไม่ทอดทิ้ง ทำตัวปอดแหก ตกใจเมื่อเจอลมแรงก็ปล่อยมันหลุดมือไปอีก จะไม่โทษ พ่อแม่ สังคม เพื่อนพ้อง ครูอาจารย์

กับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ มันคงไม่ยากเกินที่จะข้ามมันไป เพราะมันคงเท่น่าดู…. เนอะ

หน้าก่อนหน้า