Posted by not.so.important under
เรื่อยเปื่อย | ป้ายกำกับ:
บ่น,
ป่วย,
หวัด,
โรค,
hay fever |
[2] Comments
นานมาแล้วเมื่อมนุษย์ได้อพยบเคลื่อนย้ายขยายเผ่าพันธุ์ออกจากทวีปแอฟริกา สายพันธุ์ที่ว่าเป็นสัตว์ประเสิฐเลิศหรูได้กระจายจับจองพื้นที่ราวเชื้อมะเร็งที่เกาะกินทรัพยากรโลก นับเป็นโรคร้ายที่ดาวพระเคราะห์สีฟ้ากำลังหาทางรักษาอยู่ คาดว่าคงใช้ยาแรงอีกไม่ช้า…
…. อีกระยะเวลาผ่านไป …..
มนุษย์บางกลุ่มได้เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งหนึ่งตอนเหนือของทวีปแอฟริกา จะด้วยความอ่อนแอเมื่อคราวก่อนนั้นที่ไม่สามารถยึดที่แผ่นดินใหญ่ไว้จึงโดนขับไล่มาก็ไม่ทราบได้ แต่มาจนวันนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ก็ได้เดินเชิดอกเชิดคางเลิกคิ้วหลิ่วตาอย่างภูมิใจแกมหยิ่งผยองด้วยว่าเป็นแหล่งกำเนิดภาษากลางของโลกปัจจุบัน…
ที่แห่งนี้มีโรคชนิดหนึ่งที่มนุษย์ที่เดินทางจากสุวรรณภูมิ(สนามบิน)มิอาจร่วงรู้แม้เคยมาอาศัยอยู่สองปีกว่าก็ตาม จนกระทั่งเขาได้มาประสบพบกับตัวเอง… เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ฤดูเปลี่ยน เมื่อแสงแดดได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อความสวยงามของท้องฟ้าและดอกไม้ได้แบ่งบาน อวดสีสันให้มนุษย์ได้ชื่นชมเสพสมอารมณ์หมาย หลังจากต้องทนทุกข์กับภาวะอากาศหม่นหมองชวนฆ่าตัวตายมาตลอดฤดูหนาว
มนุษย์จากดินแดนไกลหลงระเริงชื่นชมกับความงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เขามักออกไปนอนเกลือกกลิ้งกับสนามหญ้าราวกับว่าผิวหนังไม่ได้รับการสัมผัสอันอ่อนนุ่มของธรรมชาติมาอย่างยาวนาน เขายิ้มอย่างเบิกบานอยู่คนเดียวเมื่อได้มีโอกาศเดินย่ำเท้าเปล่าเปลือยลงบนหญ้าเขียวหนานุ่ม (ไม่ใช่บางกรอบ)
…. อีกระยะเวลาผ่านไป ….. (เร็วกว่าคราวแรกหน่อยนึง)
มนุษย์คนเดิมเริ่มมีอาการจามอย่างต่อเนื่อง 12.5ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง ตามมาด้วยอาการคันปลายจมูก… คันแบบจั๊กกะจี๋จมูกอย่างไม่มีเหตุผลเนื่องด้วยไม่มีคนแกล้งปั่นทิชชู่มาแหย่แยงรูจมูกของเขาแต่ประการใด แต่กลับรู้สึกจั๊กจี๋จมูกจนจาม สองชั่วยามให้หลังอาการที่น่าเบื่อและรำคาญแห่งจักวาลได้เริ่มขึ้น มันคืออาการ”คันตา” คันตานี้ออกเสียงยาวเพราะหากออกเสียงสั้นอาจคล้ายชื่ออักษรหรือคำญี่ปุ่นได้ อีกทั้งยังไม่ใช่อาการคันยายเพราะอาการมุกเสี่ยวกำเริบ แต่มันคืออาการคันที่ขอบตา-เปลือกตา-เบ้าตา-ลูกตา-หรือแม้กระทั่งเรติน่า อาการนี้เริ่มจากคันนิดๆแบบตุ๊ดๆแค่พอให้น้ำตาใหลแต่ทนไม่เกาได้ เพื่อนฝูงครูบาอาจารย์งงไปตามๆกันเมื่อได้สนทนาพาทีกับเขา พาลนึกไปว่าเป็นคนอ่อนไหวใจเสาะ(กะเทาะหน้าแว่น โอ้ว)สั่งงานนิดหน่อยร้องไห้ ชวนไปกินข้าวร้องไห้ เพื่อนบอกbyeก็ร้องไห้ ยามหน้าตึกทักยังร้องไห้…
หลังจากนั้นอาการคันมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดมนุษย์คนนั้นใช้เวลาเฉลี่ยวันละห้าชั่วโมงในการเกาตา น้ำตาเมื่อไม่เหลือให้ไหลอีกต่อไป ยิ่งเกาตายิ่งแดงยิ่งเจ็บยิ่งแสบ ปัจจุบันเขาเหมือนคนที่พึ่งร้องไห้เสร็จใหม่ๆตลอดเวลา ตาแดงๆเยิ้มๆฟึดฟัด ขี้มูกไหล อีกทั้งยังพกทิชชู่เป็นนิสัย เพื่อนๆผู้มีประสบการณ์ต่างบอกว่า เขากำลังประเชิญกับโรคทีเรียกว่าเฮ้ฟีเว่อ(Hay Fever) เป็นโดยท่วนหน้าเมื่อฤดูผลิมาถึง เกิดจากอาการแผ้เกสรดอกไม้และละอองพืชพันธุ์ แว๊บแรกเขาแอบชื่นชมชื่อโรคนี้ด้วยอารมณ์สนุกสนาน ว่ามันคล้ายกับ Hey! Fever เหมือนกล่าวทักทาย แต่ตอนนี้เค้าอยากเรียกมันว่า เอี้ย!ฟีเว่อ (Here!!!! Fever)มากกว่า เพราะมันเอี้ยจริงๆครับ!