วันนี้ผมเถียงกับรุ่นน้องคนหนึ่งว่า 12am หรือ 12pm คือเที่ยงวันกันแน่ สำหรับน้องคนนั้นเค้าว่า 12pm สิเพราะความรู้สึกว่า pm มันกลางวันๆ คลับบคล้ายคลับคลาว่าใครๆก็ใช้อย่างงี้ ผมว่า 12am เพราะมัน.. ในความรู้สึกของผมคือเวลาเริ่มจาก 1 ถึง 12 จากตีหนึ่งหรือ 1am ตัวเลขควรจะเพิ่มๆ เรื่อยๆจนครบ 12 พอดีที่เที่ยงวัน แล้วจึงไป บ่ายโมง 1pm ต่อ

แต่…

ผมก็พบว่ามีคนงงเรื่องนี้อยู่มากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี “common sense” อยู่ว่า 12am คือเที่ยงคืน 12pm คือเที่ยงวัน หรือ อีกนัยหนึ่งคือผมผิดนี่เอง ผมงงมากๆ เพราะนึกอยู่ตลอดมาที่อยู่บนโลกนี้ว่า 12am คือเที่ยงวันและ 12pm คือเที่ยงคืน เหตุผลของพวกเขาก็คือก็มันเป็นอย่างนี้หรือไม่ก็รู้สึกเหมือนรุ่นน้องผมคนนั้น ผมก็เลยหาต่อไปว่าทำไมละ ทำมายยยยยย!!!!!!……….

จากที่ศึกษาจาก internet ต่อไปพบว่า am (ante meridiem ) นั้นคือก่อนเที่ยง และ pm(post meridiem) นั้นคือหลังเที่ยง หากคิดตามคำแปลนี้ก็จะพบว่า am pm ไม่สามารถอธิบายหรือบอกเวลาที่เที่ยงตรงได้ เพราะตัวมันเองบอกแค่ก่อนหน้าและลับหลังเท่านั้น….. จริงหรือ????

ข้อสังเกตุนี้จะจริงต่อเมื่อ เวลานั้นเริ่มจาก 1 ไป 12 แต่ถ้ามันเริ่มจาก 0 ไป 11 ละ….

นั่นก็แปลว่า(ในความคิดของผม) am pm ไม่ควรมีตัวเลข 12 อยู่ในสาระบบเลย กล่าวคือ เที่ยงวันคือ 0pm และ เที่ยงคืนคือ 0am หากเป็นอย่างนี้แล้วทุกอย่างจะลงตัวตามตรรกะตัวเลขและภาษาครับ

- ข้อคิดประจำวัน: อย่ามั่นใจไปนักไอ้ฟาย อะไรที่มึงคืดว่าถูกถึงแม้ว่าจะตามความรู้สึกหรือเพราะตรรกะอะไรก็ตามมันอาจจะผิดก็ได้ เพราะ common sense นั้นบางครั้งไม่ค่อยมีเหตุผลนัก -

นานมาแล้วเมื่อมนุษย์ได้อพยบเคลื่อนย้ายขยายเผ่าพันธุ์ออกจากทวีปแอฟริกา สายพันธุ์ที่ว่าเป็นสัตว์ประเสิฐเลิศหรูได้กระจายจับจองพื้นที่ราวเชื้อมะเร็งที่เกาะกินทรัพยากรโลก นับเป็นโรคร้ายที่ดาวพระเคราะห์สีฟ้ากำลังหาทางรักษาอยู่ คาดว่าคงใช้ยาแรงอีกไม่ช้า…

…. อีกระยะเวลาผ่านไป …..

มนุษย์บางกลุ่มได้เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งหนึ่งตอนเหนือของทวีปแอฟริกา จะด้วยความอ่อนแอเมื่อคราวก่อนนั้นที่ไม่สามารถยึดที่แผ่นดินใหญ่ไว้จึงโดนขับไล่มาก็ไม่ทราบได้ แต่มาจนวันนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ก็ได้เดินเชิดอกเชิดคางเลิกคิ้วหลิ่วตาอย่างภูมิใจแกมหยิ่งผยองด้วยว่าเป็นแหล่งกำเนิดภาษากลางของโลกปัจจุบัน…

ที่แห่งนี้มีโรคชนิดหนึ่งที่มนุษย์ที่เดินทางจากสุวรรณภูมิ(สนามบิน)มิอาจร่วงรู้แม้เคยมาอาศัยอยู่สองปีกว่าก็ตาม จนกระทั่งเขาได้มาประสบพบกับตัวเอง… เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ฤดูเปลี่ยน เมื่อแสงแดดได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อความสวยงามของท้องฟ้าและดอกไม้ได้แบ่งบาน อวดสีสันให้มนุษย์ได้ชื่นชมเสพสมอารมณ์หมาย หลังจากต้องทนทุกข์กับภาวะอากาศหม่นหมองชวนฆ่าตัวตายมาตลอดฤดูหนาว

มนุษย์จากดินแดนไกลหลงระเริงชื่นชมกับความงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เขามักออกไปนอนเกลือกกลิ้งกับสนามหญ้าราวกับว่าผิวหนังไม่ได้รับการสัมผัสอันอ่อนนุ่มของธรรมชาติมาอย่างยาวนาน เขายิ้มอย่างเบิกบานอยู่คนเดียวเมื่อได้มีโอกาศเดินย่ำเท้าเปล่าเปลือยลงบนหญ้าเขียวหนานุ่ม (ไม่ใช่บางกรอบ)

 …. อีกระยะเวลาผ่านไป ….. (เร็วกว่าคราวแรกหน่อยนึง)

มนุษย์คนเดิมเริ่มมีอาการจามอย่างต่อเนื่อง 12.5ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง ตามมาด้วยอาการคันปลายจมูก…  คันแบบจั๊กกะจี๋จมูกอย่างไม่มีเหตุผลเนื่องด้วยไม่มีคนแกล้งปั่นทิชชู่มาแหย่แยงรูจมูกของเขาแต่ประการใด แต่กลับรู้สึกจั๊กจี๋จมูกจนจาม สองชั่วยามให้หลังอาการที่น่าเบื่อและรำคาญแห่งจักวาลได้เริ่มขึ้น มันคืออาการ”คันตา” คันตานี้ออกเสียงยาวเพราะหากออกเสียงสั้นอาจคล้ายชื่ออักษรหรือคำญี่ปุ่นได้ อีกทั้งยังไม่ใช่อาการคันยายเพราะอาการมุกเสี่ยวกำเริบ แต่มันคืออาการคันที่ขอบตา-เปลือกตา-เบ้าตา-ลูกตา-หรือแม้กระทั่งเรติน่า อาการนี้เริ่มจากคันนิดๆแบบตุ๊ดๆแค่พอให้น้ำตาใหลแต่ทนไม่เกาได้ เพื่อนฝูงครูบาอาจารย์งงไปตามๆกันเมื่อได้สนทนาพาทีกับเขา พาลนึกไปว่าเป็นคนอ่อนไหวใจเสาะ(กะเทาะหน้าแว่น โอ้ว)สั่งงานนิดหน่อยร้องไห้ ชวนไปกินข้าวร้องไห้ เพื่อนบอกbyeก็ร้องไห้ ยามหน้าตึกทักยังร้องไห้…

หลังจากนั้นอาการคันมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดมนุษย์คนนั้นใช้เวลาเฉลี่ยวันละห้าชั่วโมงในการเกาตา น้ำตาเมื่อไม่เหลือให้ไหลอีกต่อไป ยิ่งเกาตายิ่งแดงยิ่งเจ็บยิ่งแสบ ปัจจุบันเขาเหมือนคนที่พึ่งร้องไห้เสร็จใหม่ๆตลอดเวลา ตาแดงๆเยิ้มๆฟึดฟัด ขี้มูกไหล อีกทั้งยังพกทิชชู่เป็นนิสัย เพื่อนๆผู้มีประสบการณ์ต่างบอกว่า เขากำลังประเชิญกับโรคทีเรียกว่าเฮ้ฟีเว่อ(Hay Fever) เป็นโดยท่วนหน้าเมื่อฤดูผลิมาถึง เกิดจากอาการแผ้เกสรดอกไม้และละอองพืชพันธุ์ แว๊บแรกเขาแอบชื่นชมชื่อโรคนี้ด้วยอารมณ์สนุกสนาน ว่ามันคล้ายกับ Hey! Fever เหมือนกล่าวทักทาย แต่ตอนนี้เค้าอยากเรียกมันว่า เอี้ย!ฟีเว่อ (Here!!!! Fever)มากกว่า เพราะมันเอี้ยจริงๆครับ!