วันนี้ดูข่าวช่วงเช้ามากของช่องเจ็ด รายงานคดีสองพี่น้องเด็กหญิงโดนฆ่ารัดคอตายคาบ้าน ช่วงท้ายของรายงานข่าวนั้นยังมีรายงานด้วยว่าเนื่องจากบ้านเลขที่ของผู้ตายคือเลข ๑๑ มีผู้คนจำนวนมากนำเลขนี้มาเกี่ยวพันกับความตายของสองพี่น้องคือ ๑๑ เช่นกัน จึงได้แห่กันซื้อหวยลงท้าย ๑๑ จำนวนมาก อีกทั้งหวยที่ออกรางวัลที่หนึ่งยังมีเลข ๑ อยู่มากติดๆกัน คนถูกหวยกันยกใหญ่ ชาวบ้านจึงสรุปว่าวิญญาณสองพี่น้องเฮี๊ยนมากกกกก

สงสัยว่า ทำไมถ้าผีน้องเฮี๊ยนจิง ทำไมเค้าต้องมาแสดงพลังกับหวยด้วย เอาแรงไปจับคนร้ายไม่ดีกว่าเหรอ

หนังสือรุ่น – ป้าง

หนึ่งในไม่กี่เพลงที่ฟังครั้งแรกก็ทำเอาน้ำตาไหล… คิดถึงวันเก่าๆ สุขทุกที่เราได้พบได้เจอได้ผ่านมาด้วยกัน คำสัญญาว่าจะติดต่อกันไม่ห่างเหิน ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นนะ เวลามันเร็วจนเราไม่รู้ตัวหรือเราไม่ใส่ใจ
ตั้งแต่ประถมยันมหาลัย เราคิดถึงเพื่อน…..ทุกคน

ปล ทำไมเราต้องมาเขียนที่นี่นะ วันไหนได้กลับไทยคงได้เวลาโทรหาเพื่อนเก่า จะไม่ให้เพลงมาเตือนใจอีก

ขณะนี้ผมกำลังปวดหัวกระบาลกับการเล่าเรียนในขณะนี้อย่างมาก เนื่องด้วยผมต้องคิดออกแบบแบบจำลอง(model)ในการส่งวีดีโอโดยที่แบบนี้มันควรที่จะคาดเดาคุณภาพของวีดีโอที่ผู้รับ โดยมีเงื่อนไขที่ว่าไอ้วีดีโอเนี่ยต้องเดินทางผ่านช่องสัญญาณห่วยๆแบบมือถือหรือระบบไร้สายเป็นต้น เอาละพอกันทีกับการอธิบายเรื่องที่ไม่มีใครสนใจแม้แต่ตัวผมเอง

แต่เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่าผมลองมาคิดเชื่อมกับชีวิต ผมพบว่าแบบจำลองหรือmodelเหล่านี้ที่นักวิศวกรณ์ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรฐศาตร์(สะกดไงอะ) นักคณิตศาสตร์ และอีกใครต่อใครที่ใช้แล้วดูเก๋กู๊ดนั้น พวกเราใช้มันอยู่เกือบจะตลอดเวลา ว่าง่ายๆก็คือเราใช้มันเมื่อเราต้อง”ตัดสินใจ” แล้ววันๆนึงเราตัดสินใจกี่ครั้งกัน? สมมุตินะครับสมมุติ(จังหวะเพลงเด็กน้อยที่ผู้ใหญ่ได้ตังจากการขายความซื่อใสไร้แต่ซึ่งความสุนทรีใดๆของดนตรี) สมมุติว่าเรากำลังจะเข้านอน…

พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมงนะ จะได้นั่งนาฬิกาปลุกถูก… ในหัวเราก็จะดึงmodelมาใช้ เช่น พรุ่งนี้เราต้องไปเจอน้องที่หายตัวไปเมื่อตอนแบเบาะ เวลา10โมงเช้าที่สยาม เราก็จะเอาตัวแปรต่างๆเช่น จากบ้านเราถึงสยามใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าเราขึ้นรถ เดินละ รถไฟฟ้าละ อ๊ะหรือจะวิ่ง มอไซอาจดี เสร็จแล้วเราก็คิดว่า ก่อนออกจากบ้านเราใช้เวลาเท่าไหร่ แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินนม ใส่เจล ไปยาลใหญ่…. เมื่อเรารวบรวมตัวเปรเสร็จสมองเราก็ตัดสินได้ว่าเราควรตื่นกี่โมงเพื่อไปถึงพอดีเวลานัด เรื่องของเรื่องก็อยู่ที่ว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้ผลที่ได้จากแบบจำลองในสมองของเรานั้นจะถูกต้องหรือไม่ในวันเวลาจริง พูดง่ายๆเราก็แค่คาดเดาจากพื้นฐานทางสถิติในประสบการณ์ของเรานั่นเอง พรุ่งนี้เราตัดสินใจว่าเราจะขึ้นรถไฟฟ้าไปเพราะมันง่ายดีไม่มีติดเหมือนรถ ปรากฎว่าเอาจริงรถไฟฟ้าเสือกแบ๊ตหมดลืมช๊าตเมื่อคืน เลยต้องใช้แรงลมแทน(กรุงเทพลมแรงมาก) ผลก็คือมาช้ากว่าที่คิดไว้ หรือพูดอีกอย่างก็คือแบบจำลองเจ๊ง ใช้ไม่ได้ นอกจากตัวอย่างที่ว่านั้น ลองคิดดูสิครับ ว่าทุกการตัดสินใจเราใช้แบบจำลองของเราเองหรือปล่าว..

  • “กินไรดี” เวลาคุณดูเมนู – ตัวแปร: ความชอบส่วนตัว ความชอบของคนมากินด้วย ราคา ความคุ้มค่า และไปยาลใหญ่
  • “เกาตูด” เวลาดูหนังในโรง – ตัวแปร: อยาก(คันนิ) กลิ่น คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะจำเราได้มั้ย และไปยาลใหญ่
  • “แคะขี้มูก” บนเครื่องบิน – ตัวแปร: ความใหญ่ของก้อนขี้มูก คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะคิดว่าเราน่าเกลียดมั้ย มีกระดาษมั้ย ดีดไปไหนได้มั้ย และไปยาลใหญ่
  • “กอ ขอ คอ งอ” เวลาสอบ – ตัวแปร: ข้อความหลังงอคือ”ถูกทุกข้อ”หรือปล่าว ข้อก่อนๆหน้าตอบไรไป คนข้างๆตอบอะไร และไปยาลใหญ่
  • “ฟันธง” เวลาหมอดูดูดวง – ตัวแปร: สถิติของคนเกิดวันนี้เดือนนี้ปีนี้ ดาวดวงนี้ หนังหน้า ไพ่แบบนี้ และไปยาลใหญ่

โอยเยอะแยะไปหมด จะว่าไปแล้วสมองเรานี่มันช่างเก่งจริงๆ ยกตัวอย่างแรกที่ต้องตื่นกี่โมง ตัวแปรมากมาย ผกผันตามบ้างไม่ตามบ้าง หักล้างได้บ้าง เสริมกันก็ได้ เราสามารถคิดได้ในเวลาอันสั้น และตัวแปรที่ซับซ้อนเช่นถ้าไปสายเค้าจะว่ามั้ย ถ้าเพื่อนกันคงไม่ว่าไร ถ้าเป็นอาจารย์คงต้องไปก่อนเวลา ไปยาลใหญ่…. โอย อะแมสซิ่งไทยแลนจริงๆครับ

ว่าแล้วก็กลับไปทำงานดีกว่า…

จริงอะดึกแล้วนา.. ต้องพึ่งmodelสมองตัดสินอีกแล้วละครับ

วันนี้ผมเถียงกับรุ่นน้องคนหนึ่งว่า 12am หรือ 12pm คือเที่ยงวันกันแน่ สำหรับน้องคนนั้นเค้าว่า 12pm สิเพราะความรู้สึกว่า pm มันกลางวันๆ คลับบคล้ายคลับคลาว่าใครๆก็ใช้อย่างงี้ ผมว่า 12am เพราะมัน.. ในความรู้สึกของผมคือเวลาเริ่มจาก 1 ถึง 12 จากตีหนึ่งหรือ 1am ตัวเลขควรจะเพิ่มๆ เรื่อยๆจนครบ 12 พอดีที่เที่ยงวัน แล้วจึงไป บ่ายโมง 1pm ต่อ

แต่…

ผมก็พบว่ามีคนงงเรื่องนี้อยู่มากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี “common sense” อยู่ว่า 12am คือเที่ยงคืน 12pm คือเที่ยงวัน หรือ อีกนัยหนึ่งคือผมผิดนี่เอง ผมงงมากๆ เพราะนึกอยู่ตลอดมาที่อยู่บนโลกนี้ว่า 12am คือเที่ยงวันและ 12pm คือเที่ยงคืน เหตุผลของพวกเขาก็คือก็มันเป็นอย่างนี้หรือไม่ก็รู้สึกเหมือนรุ่นน้องผมคนนั้น ผมก็เลยหาต่อไปว่าทำไมละ ทำมายยยยยย!!!!!!……….

จากที่ศึกษาจาก internet ต่อไปพบว่า am (ante meridiem ) นั้นคือก่อนเที่ยง และ pm(post meridiem) นั้นคือหลังเที่ยง หากคิดตามคำแปลนี้ก็จะพบว่า am pm ไม่สามารถอธิบายหรือบอกเวลาที่เที่ยงตรงได้ เพราะตัวมันเองบอกแค่ก่อนหน้าและลับหลังเท่านั้น….. จริงหรือ????

ข้อสังเกตุนี้จะจริงต่อเมื่อ เวลานั้นเริ่มจาก 1 ไป 12 แต่ถ้ามันเริ่มจาก 0 ไป 11 ละ….

นั่นก็แปลว่า(ในความคิดของผม) am pm ไม่ควรมีตัวเลข 12 อยู่ในสาระบบเลย กล่าวคือ เที่ยงวันคือ 0pm และ เที่ยงคืนคือ 0am หากเป็นอย่างนี้แล้วทุกอย่างจะลงตัวตามตรรกะตัวเลขและภาษาครับ

- ข้อคิดประจำวัน: อย่ามั่นใจไปนักไอ้ฟาย อะไรที่มึงคืดว่าถูกถึงแม้ว่าจะตามความรู้สึกหรือเพราะตรรกะอะไรก็ตามมันอาจจะผิดก็ได้ เพราะ common sense นั้นบางครั้งไม่ค่อยมีเหตุผลนัก -

ร้อยละเก้าสิบของเพื่อนผม ไม่สนใจการเมือง ด้วยว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว รู้แต่ว่ามีแต่คนโกงกัน…. ซึ่งก็คงจะจริงบ้างไม่มากกก็น้อย แต่ด้วยสาเหตุหลังนี่แหละที่ผมว่าเราควรจะสนใจการเมือง ถึงแม้ความรู้สึกลึกๆจะบอกว่ารู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ มึงก็ได้แต่บ่นให้ตัวเองฟังไปวันๆ จะได้รู้สึกมีสิทธิมีอำนาจตุ๊ดๆในการตัดสินใจบ้างก็คราวเลือกตั้ง จบ หลังจากนั้นก็ได้แต่ตามดูห่างๆ และที่สำคัญการเมืองมันให้ความรู้สึกที่ว่า มันจะไม่มีวันที่จะให้เรารู้ความจริงได้ มันช่างดูเป็นสิ่งที่ซับซ้อน ลึกลับ ตอนเด็กๆผมสงสัยเสมอเวลาผู้ใหญ่คุยเรื่องการเมืองแล้วเวลาผมถามว่าคนนั้นคือใครคนนี้ใครทำไมต้องชอบทำไมต้องไม่ชอบ “….” ใช่ครับพวกเค้าหันมามอง แต่ไม่มีคำตอบบอกแต่ว่าเรื่องมันยาว เรื่องของผู้ใหญ่… หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เราๆได้เจอมา จึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ต้องโตก่อนจึงจะรู้ได้ เหมือนดั่งเพศศึกษาภาคไม่เสียว เลยพาลทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจ ไหนๆก็ห้ามแล้ว ฝ่าฝืนที่เสียวดีกว่ามั้ย?

จากคำถามที่ไม่ได้คำตอบในวันนั้น จนวันนี้ผมพอเข้าใจแล้วหละครับ ที่พวกเค้าไม่บอก อาจจะเป็นได้ที่ไม่อยากอธิบายยืดยาว ขี้เกียจ ..แต่.. ผมว่าที่ไม่บอกนั้นก็เพราะพวกเค้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันต่างหาก! พวกเค้าได้แต่พูดอะไรกำกวมๆในหมู่คน รู้งูๆปลาๆเท่าที่สื่อ(ที่ไม่มีอิสระเสรีเหมือนนกพิราบขาวหรือโซฟีแบบบาง)เป่าหู ไม่อาจตัดสิน ไม่กล้าฟันธง หรือแม้กระทั่งบอกเหตุผลได้แน่ชัดไปว่าเค้าคิดอย่างไรกับกรณีใดๆ เพราะใครๆอะไรๆมันก็ไม่ดีนี่นา เค้าว่ากันงั้น ขืนไปว่าใครดูดี ก็โดนหาว่าโง่ เชื่อคนง่าย ไร้เดียงสา ไม่อินเทร็นคนโตแล้วหนะสิ ฮ่าๆ เอ่อ แล้วอย่าถามนะว่าผมรู้คำตอบได้อย่างไร…. ก็มันคือตัวผมเองหนะสิ!

ผมเรียกความรู้สึกอย่างที่ว่านั้นว่า “เป็นกลาง” ความเป็นกลางนี้ไม่ใช่ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่ๆ และก็ไม่ใช่ความแฟร์ๆแห่งโลกตะวันตกอีกเช่นกัน มันเป็นคำที่เอาไว้พูดหรือคิดเอาเองที่ทำให้เรารู้สึกเท่ในเวลาที่เราโง่… โง่ที่เราไม่รู้ความจริง ตามคนปกครองประเทศเราไม่ทัน แต่อยากดูดีในสังคมในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ไม่ออกความคิดอะไรมากหรือลึกจนเกินไป เดี๋ยวฟาวล์ แล้วจะอายเค้าทีหลัง แล้วทำไมผมต้องใช้คำว่า”เป็นกลาง”หนะเหรอ ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เค้าใช้กันแต่อาจไม่กล้ายอมรับในความหมายของมันในแบบของผม โดยเฉพาะช่วงปีๆที่ผ่านมา มีคนเป็นกลางกันเยอะขึ้น คงไม่ต้องกล่างว่าทำไม

ทำอย่างไรให้เราอัพเกรดมาเป็น”เป็นกลาง”ของจริง เพราะผมหมั่นไส้เป็นกลางแบบงูๆปลาๆที่เราเป็นๆกันอยู่นี้มาก

จะทำอย่างไร ในเมื่อความจริงนั้นยากจะเข้าถึง และมันก็คือคำตอบเดียว ของสมการ

สงสัยคงต้องอ่านต้องศึกษากันต่อไปแล้วใช้สมองกับสำนึกในการตัดสิน

สู้ต่อไปนะ จีบัน…

ครั้งหนึ่งผมเคยคิดอิดฉาสัตว์ จะว่าไปผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่เรื่อยๆ อิดฉาเขาเรื่องอะไร? เรื่องที่ว่า…

นกบินอพยบข้ามเมืองข้ามทวีปไปพักร้อนแดนไกล ไม่เห็นมันต้องขอวีซ่า

ปลามันว่ายน้ำข้ามแขดแดนน่านน้ำประเทศ ไม่เห็นมันต้องถือพาสพอร์ต

หมามันจะเดินข้ามเขตแดนไปผสมพันธุ์ฉันชู้สาว ก็ไม่ต้องถูก”ตอมอ”สัมภาษณ์ตอนย่างข้ามแดน

ความคิดประมาณนี้มันถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ผมได้ไปดูหนังเรื่อง The Visitor (http://www.thevisitorfilm.com/)หนังว่าด้วยเรื่องจัดการกับผู้อพยบในประเทศอเมริกา คนที่เดินเรื่องหลักคือครูน่าเบื่อชาวอเมริกัน ครูม่ายชายวัยกึ่งคน(มากกว่ากลางนิดนึง)ผู้ไร้ซึ่งความกระตือรือล้นในชีวิต ไร้มนุษยสัมพันธุ์ ชืวิตว่างเปล่า ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน โชคชะตา(ผู้กำกับลิขิต)ทำให้เขาได้มาพบ ได้เจอ ได้รู้จัก ได้เรียน ได้รู้ ได้รักกับคนกลุ่มน้อยของสังคมผ่านเสียงดนตรีที่เป็นสื่อกลางระหว่างคนสองคน…

คนอพยบมาจากต่างแดนนั้นเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง อยู่ีบนความกลัว และที่สำคัญเขาเหล่านี้คือคนผู้กระทำผิดกฏหมายและพร้อมที่จะถูกลงโทษทุกเมื่อหากถูกจับได้

ณ เวลานั้น ช่วงชีวิตครูมีเสียงเพลง…  มีจุดหมาย…  มีความหวัง… และ มีเพื่อน…

The Visitor

The Visitor

เสียงกลองบรรเลงในสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวาย.. เสียงที่บ่งบอกถึงความเศร้าระคนความคับแค้นข้องใจ… แต่กลับถูกกลืนไปกับเสียงรถไฟใต้ดินที่วิ่งสวนไป… เหมือนดั่งว่าความทุกข์และปัญหาที่อยู่ตรงหน้าถูกละเลย และกลืนไปกับความเคยชินในที่สุด….

หนังเรื่่องนี้เหลือคำถามมากมายไว้ในใจคนดูอย่างผม น่าเศร้าที่เราไม่สามารถที่จะแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้คนทุกคนได้เดินทาง ได้อาศัย ได้ใช้ชีวิต อย่างที่ใจเรา/เค้าต้องการ

หนังยังทำให้ผมคิดไปเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือผู้อพยบที่อังกฤษ ที่ที่เริ่มต้นโดยคนที่ประสบปัญหาโดยตรงจัดแจงสร้างสรรค์ที่ให้ความช่วยเหลือคำแนะนำปรึกษาให้ผู้อพยบ อีกทั้งงยังให้ความรู้กับคนทั่วไปอย่างคนตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอย่างผม คราวเดินออกมาจากสถานที่นั้น เพื่อนที่ไปด้วยกันพูดประมาณว่า “กูว่า ยังไงๆ รัฐบาลอังกฤษก็คงไม่อยากให้คนหลั่งไหลเข้ามาง่ายๆ รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่า มันก็ถูกแล้วถ้าคุณทำผิดกฏเค้าก็ต้องโดนจับหรือส่งกลับ ธรรมดาวะ” ผมไม่ได้คิดจะตอบโต้อะไร เพราะในใจก็ยังงงๆอยู่ เงียบไปสิบวินาทีแล้วผมก็พูดว่า “ไม่รู้สินะ ไอ้เรื่องใครถูกใครผิด แต่วันนี้กูดีใจที่ได้เห็นคนที่ตั้งใจจริที่จะยื่นมือไปช่วยเหลือคน… เดี๋ยวนี้ของอย่างงี้หายากวะ”

นานมาแล้วเมื่อมนุษย์ได้อพยบเคลื่อนย้ายขยายเผ่าพันธุ์ออกจากทวีปแอฟริกา สายพันธุ์ที่ว่าเป็นสัตว์ประเสิฐเลิศหรูได้กระจายจับจองพื้นที่ราวเชื้อมะเร็งที่เกาะกินทรัพยากรโลก นับเป็นโรคร้ายที่ดาวพระเคราะห์สีฟ้ากำลังหาทางรักษาอยู่ คาดว่าคงใช้ยาแรงอีกไม่ช้า…

…. อีกระยะเวลาผ่านไป …..

มนุษย์บางกลุ่มได้เคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งหนึ่งตอนเหนือของทวีปแอฟริกา จะด้วยความอ่อนแอเมื่อคราวก่อนนั้นที่ไม่สามารถยึดที่แผ่นดินใหญ่ไว้จึงโดนขับไล่มาก็ไม่ทราบได้ แต่มาจนวันนี้ผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ก็ได้เดินเชิดอกเชิดคางเลิกคิ้วหลิ่วตาอย่างภูมิใจแกมหยิ่งผยองด้วยว่าเป็นแหล่งกำเนิดภาษากลางของโลกปัจจุบัน…

ที่แห่งนี้มีโรคชนิดหนึ่งที่มนุษย์ที่เดินทางจากสุวรรณภูมิ(สนามบิน)มิอาจร่วงรู้แม้เคยมาอาศัยอยู่สองปีกว่าก็ตาม จนกระทั่งเขาได้มาประสบพบกับตัวเอง… เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน อากาศเปลี่ยน ฤดูเปลี่ยน เมื่อแสงแดดได้กลับมาอีกครั้ง เมื่อความสวยงามของท้องฟ้าและดอกไม้ได้แบ่งบาน อวดสีสันให้มนุษย์ได้ชื่นชมเสพสมอารมณ์หมาย หลังจากต้องทนทุกข์กับภาวะอากาศหม่นหมองชวนฆ่าตัวตายมาตลอดฤดูหนาว

มนุษย์จากดินแดนไกลหลงระเริงชื่นชมกับความงามที่ธรรมชาติสร้างขึ้น เขามักออกไปนอนเกลือกกลิ้งกับสนามหญ้าราวกับว่าผิวหนังไม่ได้รับการสัมผัสอันอ่อนนุ่มของธรรมชาติมาอย่างยาวนาน เขายิ้มอย่างเบิกบานอยู่คนเดียวเมื่อได้มีโอกาศเดินย่ำเท้าเปล่าเปลือยลงบนหญ้าเขียวหนานุ่ม (ไม่ใช่บางกรอบ)

 …. อีกระยะเวลาผ่านไป ….. (เร็วกว่าคราวแรกหน่อยนึง)

มนุษย์คนเดิมเริ่มมีอาการจามอย่างต่อเนื่อง 12.5ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง ตามมาด้วยอาการคันปลายจมูก…  คันแบบจั๊กกะจี๋จมูกอย่างไม่มีเหตุผลเนื่องด้วยไม่มีคนแกล้งปั่นทิชชู่มาแหย่แยงรูจมูกของเขาแต่ประการใด แต่กลับรู้สึกจั๊กจี๋จมูกจนจาม สองชั่วยามให้หลังอาการที่น่าเบื่อและรำคาญแห่งจักวาลได้เริ่มขึ้น มันคืออาการ”คันตา” คันตานี้ออกเสียงยาวเพราะหากออกเสียงสั้นอาจคล้ายชื่ออักษรหรือคำญี่ปุ่นได้ อีกทั้งยังไม่ใช่อาการคันยายเพราะอาการมุกเสี่ยวกำเริบ แต่มันคืออาการคันที่ขอบตา-เปลือกตา-เบ้าตา-ลูกตา-หรือแม้กระทั่งเรติน่า อาการนี้เริ่มจากคันนิดๆแบบตุ๊ดๆแค่พอให้น้ำตาใหลแต่ทนไม่เกาได้ เพื่อนฝูงครูบาอาจารย์งงไปตามๆกันเมื่อได้สนทนาพาทีกับเขา พาลนึกไปว่าเป็นคนอ่อนไหวใจเสาะ(กะเทาะหน้าแว่น โอ้ว)สั่งงานนิดหน่อยร้องไห้ ชวนไปกินข้าวร้องไห้ เพื่อนบอกbyeก็ร้องไห้ ยามหน้าตึกทักยังร้องไห้…

หลังจากนั้นอาการคันมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดมนุษย์คนนั้นใช้เวลาเฉลี่ยวันละห้าชั่วโมงในการเกาตา น้ำตาเมื่อไม่เหลือให้ไหลอีกต่อไป ยิ่งเกาตายิ่งแดงยิ่งเจ็บยิ่งแสบ ปัจจุบันเขาเหมือนคนที่พึ่งร้องไห้เสร็จใหม่ๆตลอดเวลา ตาแดงๆเยิ้มๆฟึดฟัด ขี้มูกไหล อีกทั้งยังพกทิชชู่เป็นนิสัย เพื่อนๆผู้มีประสบการณ์ต่างบอกว่า เขากำลังประเชิญกับโรคทีเรียกว่าเฮ้ฟีเว่อ(Hay Fever) เป็นโดยท่วนหน้าเมื่อฤดูผลิมาถึง เกิดจากอาการแผ้เกสรดอกไม้และละอองพืชพันธุ์ แว๊บแรกเขาแอบชื่นชมชื่อโรคนี้ด้วยอารมณ์สนุกสนาน ว่ามันคล้ายกับ Hey! Fever เหมือนกล่าวทักทาย แต่ตอนนี้เค้าอยากเรียกมันว่า เอี้ย!ฟีเว่อ (Here!!!! Fever)มากกว่า เพราะมันเอี้ยจริงๆครับ!

เมื่อวันก่อนเมื่อวานมีโอกาสได้เดินทางไกล จากเมืองไกลในทวีปยุโรปมายังแผ่นดินเกิดอันน่าภูมิใจ(ไทยแลนด์ (คล้องดี)) โดยอาศัยสายการบินแถบๆประเทศตะวันออกกลางผู้มั่งคั่ง การเดินทางครั้งนี้ผมจึงต้องไปต่อเครื่องที่ประเทศเจ้าของสายการบิน เที่ยวบินจากยุโรปมายังเมืองตะวันออกกลางอยู่ในเกณท์ปานกลาง เครื่องเล็ก ไม่สะอาดมาก ไม่เก่าไม่ใหม่ มีจอส่วนตัวเลือกหนังได้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นแขก ซึ่งขอเดาว่าคงเดินทางกลับบ้าน ส่วนมากของส่วนที่เหลือจะเป็นชาวยุโรปซึ่งส่วนมากของส่วนนี้(ถ้าไม่ทั้งหมด)ก็เดินทางต่อมาแผ่นดินเกิดเราอันน่าภูมิใจไทยแลนด์มาก… ส่วนที่น้อยที่สุดเห็นจะเป็นคนไทย เท่าที่สังเกตุดูได้ มีสองชีวิตรวมผมแล้วแต่เมื่อเราได้ทำการเปลี่ยนเครื่องเพื่อมุ่งตรงมายังบีเคเค คดีก็พลิก!* คราวนี้ชาวต่างชาติและคนไทยมีจำนวนประมาณครึ่งๆ แม้กระทั่งจำนวนแอร์โฮสแตจก็น่าจะไทยครึ่งต่างชาติครึ่งเช่นกัน (สายการบินเดิม)

เมื่อผมได้ขึ้นขึ้นครึ่งเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน จิตใจที่พองโตที่จะได้กลับบ้านก็ค่อยๆแฟบลงด้วยสิ่งแวดล้อม อธิบายพอสังเขปดังนี้ ขณะที่ผมกำลังเดินไปที่ที่นั่ง และกำลังยกกระเป๋าสะพายเก็บไว้ในช่องเก็บนั้นก็ได้ยินเสียงกึ่งยิงกึ่งผ่านของสองสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนประเภทกึ่งหญิงกึ่งชาย “นี่แกๆ แกว่าคนนี้ คนจีนหรือไทยวะ” เสียงกึ่งยิงกึ่งผ่านลอยมากระทบหูผม ผมชำเลือง สบตาของเธอทั้งสองจึงรู้ว่าพูดถึงผม “เอ่อ ท.. ไทยครับ” เธอทั้งสองขำกิ๊กๆกั๊กๆพร้อมชำเลืองสายตายอีโรติกแบบไม่อ้อมค้อม “……” ผมยิ้มให้และนั่งลง ผมต้องนั่งข้างหลังบุคคลทั้งสองท่านไปจนถึงเมืองไทยครับ แค่เจ็ดชั่วโมงเองครับ…

เมื่อเหตุการณ์ระทึกขวัญจบไป ผมก็เริ่มอ่านหนังสือที่ค้างไว้เมื่อเที่ยวบินก่อน ขณะนั้นก็มีคนมานั่งข้างๆ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนคนนี้ อธิบายสั้นๆได้ว่าน่ากลัวแบบสุจริตครับ คือพี่เค้าหน้าตาท่าทางการแต่งตัวทุกอย่างน่ากลัวมากแต่เราก็พิสูจไม่ได้ว่าแกน่ากลัวตรงไหน คือเอาง่ายๆว่าอากาศภายในเครื่องก่อนออกนั้นร้อนพอควรเนื่องได้รอผู้โดยสารที่ดีเลย์มาจากเครื่องอื่นเป็นเวลานานแล้ว ขนาดสองเธอยังบ่นเสียงดังทุกๆ30วินาทีว่า “ร้อนวะแก เมื่อไหร่จะไปๆซะทีเนี่ย” ติดสำเนียงเพศก้ำกึ่งอย่างพองาม คุณพี่ข้างๆผมเนี่ยแกใส่แจ๊กเก็ตสีดำรูดซิบเกือบสุดคอมีป้ายองกรณ์อะไรไม่ทราบที่ผมอ่านไม่ทัน (อารมณ์ประมาณตราทีมฟุตบอลผสมแบบแบบตัวอักษรแบบข้าราชการๆ) พี่เค้ายังใส่หมวกแก๊ปสีดำปิดหน้าปิดตา เห็นแต่ปลายจมูกลงมาผมยาวรกรุงรังแม้จะมัดแล้วก็ตามที และที่สำคัญแกเงียบมากๆครับ แกแทบไม่ส่งเสียงอะไรเลยตลอดทาง มีก็แต่กลิ่นที่แกชอบส่งมาเวลาแกหาว… – -’

เครื่องบินลำนี้ค่อนข้างเก่าครับ สังเกตุจากอุปกรณ์อีกทั้งยังค่อนข้างไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ทั้งนี้ทั้งนั้นความโสได้ผ่านการพิสูจแล้วด้วยฝรั่งผมทองผู้กล้าหาร แกนั่งหน้าจอมอนิเตอร์ก่อนเครื่องออกหนะครับ ทีนี้แกคงคิดไรอยู่ไม่ทราบได้ แกเอื้อมแขนพร้อมปาดนิ้วชิ้วชี้สั้นๆป้อมๆลงบนหน้าจอครับ เป็นเส้นยาวสวยงามดั่งพู่กันจีนเลย ฝุ่นเยอะมากกกกกกกก

ขณะก่อนเครื่องขึ้นผมได้สังเกตุเห็นอาการณ์ของเหล่าชาวไทยเลยวัยกลางคน เดินหาที่นั่งว่างๆกันให้ควักเลย คือผมก็เข้าใจนะครับว่าใครๆก็อยากได้ที่นั่งสบายๆ หากใครโชคดีไม่มีใครนั่งข้างๆเลยก็อาจนอนเหยียดตัวสบายตลอดการเดินทาง คือที่นั่งของผมก็ค่อนข้างท้ายๆเครื่องซึ่งจะมีที่นั่งว่างพอสมควรผมเลยได้เห็นปรากฏการณ์นี้ ชาวไทยเหล่านี้ก็จัดการจองที่กันเมามันเลยครับ เท่าที่เห็นร้อยทั้งร้อยเป็นผู้หญิงครับประมาณว่าหน่วยข้าราชการไปดูงานต่างประเทศมา ฝรั่งหันมองหน้ากันงงๆ ประมาณว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะลักษณะเหมือนหนีอะไรมาจากส่วนหน้าของเครื่องบิน! พอเครื่องออกฝรั่งก็ถึงบางอ้อ เพราะคุณเธอทั้งหลายนอนแผ่เป็นพะยูนริมหาดบางแสน ช่างน่ารักน่าชังจริงๆ

ป.ล. “ไม่ทราบว่าจะทานอะไรดีคะ.. เนื้อแกะกับมัน หรือ ไก่กับข้าวดีคะ” - ”ไก่กับข้าวครับ” ….. กินสลัด.กินขนมปัง.แกะกล่องข้าว.หอมจัง.น่ากิน.อร่อย.แต่………………………………….ทำไมไก่มีชิ้นเดียวแถมเล็กเท่าหัวนมครับ!!

ป.ล. สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแบบกึ่งหญิงกึ่งชายทั้งสองซัดน้ำเมาไปหลายแก้ว เฮฮากันมากตลอดไฟลท์ครับ อ่อ… แค่เจ็ดชั่วโมงเองครับ!

* โปรดพลิกฝ่ามือประกอบการอ่านจะได้อารมณ์มากขึ้น

“เฮ้ย อย่านั่งเฉยๆชมวิวเพลินนะมึง กูขับอย่างเดียวนะบอกทางด้วย”

สองหนุ่มมาไกลจากเมืองหลวง ออกเดินทางท่องเที่ยวไทยไม่ไปไม่รู้(อืมจริงอย่างเค้าว่า)หลังเรียนจบหมาดๆ วันนี้อากาศขมุกขมัวของเกาะสมุยไม่เป็นใจให้พวกเขาออกไปสัมผัสกับธรรมชาติทางทะเลอย่างที่หวัง ทั้งสองเลยตัดสินใจขี่มอเตอไซรอบเกาะแทน

“ว่าแต่เราจะไปไหนวะเนี่ย” คนซ้อนท้ายตะโกนถามกลับ ตะเบงเสียงแข่งกับเสียงเครื่องยนต์และลมที่พัดสวนมาราวกับว่าจะพัดคำพูดของเขาลอยไปด้วย

“อ้าว ไปหาดไง ที่คุยกันเมื่อกี้อะ!” คนขับตะโกน น้ำลายแถมสะเหลดพองามคิดเป็น 52% ของหยดน้ำลายกระเด็นมาโดนแก้มเพื่อนพอเป็นกระไส

“เออ ไอ้สัดเต็มหน้ากูเลย” คนซ้อนท้ายปาดแก้มขวาด้วยหัวไหล่ข้างเดียวกัน… แล้วตะโกนเสียงดังพร้อมน้ำลายแบบจงใจว่า  ”อ๋อ…หาดละไม!!!”

Unseen Lamai Beach Sign

คุณว่าสองคนนั้นเค้าจะได้ไปหาดมั้ยครับ?…

 

Cesky Krumlov Child

ณ ดินแดนแห่งความฝัน เหมือนเวลาถูกหยุดไว้ แม้จะด้วยความไม่ตั้งใจแต่ในที่สุดสิ่งที่เหลือไว้กลับมีค่ายิ่ง… ความสวยงามที่คงอยู่เตือนใจเราว่าแม้ครั้งหนึ่งเราอาจวิ่งตามคนอื่นไม่ทัน มันก็อาจทำให้เราได้มีโอกาสได้ชื่นชมความสวยงามของวิวข้างทางได้นานกว่า แต่ก็นั่นแหละนะใครอยากอยู่ข้างหลังตลอดไปหละ (ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยแน่ใจว่าวิ่งกันไปไหนก็เถอะ!)

เมื่อได้ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองท่องเที่ยว Cesky Krumlov ณ Czech เราสัมผัสได้ทันทีถึงความสวยงามแบบน่ารักสงบเสงี่ยม ถึงแม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากมายทำเอาเมืองดูรกไปบ้าง แต่เราก็ไม่อาจนำมาเป็นเรื่องหงุดหงิดใจ จะทำได้อย่างไรในเมื่อเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

หลังจากการนัดแนะกับคณะผู้เดินทางถึงเวลาและสถานที่นัดหมาย ผมก็ออกเดินไปตามตรอกซอกซอย ดูเหมือนยิ่งเราเดินลึกเข้าไปความสงบก็มากขึ้นนักท่องเที่ยวก็น้อยลง.. น้อยลง.. และ น้อยยลงงง… ไปหยุดที่ร้านขายขนมที่ตรอกหนึ่งและยังขายของน่ารักแบบทำมือ เราเลยแอบเดินไปกินกาแฟที่สวนหลังร้าน ตั้งใจจิบกาแฟให้มันลวกลิ้นพองามแล้วก็จะเดินไปที่ที่นักท่องเที่ยงพึงไป… ขณะที่จิบที่สองจบลง – เสียงเด็กน้อยดังขึ้น..

“สวัสดี” เราก็หันไปเจอเด็กน้อยในชุดคนสวน “อืม สวัสดี” คิดในใจมากวนกูไมอะเนี่ย พูดไม่ค่อยเก่งแถมยังไม่รักเด็กด้วย

“นายมาจากไหนเหรอ” ผมยังไม่ได้ตอบ มัวแต่ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมทำการจิบที่สามอยู่ “จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้ห… “

“ไทย” ผมตอบห้วนโดยไม่ได้ตั้งใจ “อ๋อ รู้จักๆ” – “……” – ความเงียบมาทักทายแปดวินาทีได้ ผมรู้สึกถึงความผิดทางมารยาทสากล “แล้วนายอะทำสวนอยู่เหรอ”-ถามโง่มากๆ ผมคิด-”อืม ก็เหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ มันเป็นงานของเราตั้งแต่จำความได้แล้วหละ” -”ไม่เบื่อมั่งเหรอ” -ผมถามโง่ๆอีกแล้ว- “เบื่อเหรอ เบื่อสิ แต่ถ้าเราไม่ทำหน้าที่นี้นะจะให้ไปทำอะไรละ” – “อ้าว ก็อะไรก็ได้ไง อย่างจัดของในร้านละ” – “ไม่รู้สิ….” – ความเงียบมาเยือนอีก ผมจัดการจิบที่สิบสอง คิดในใจว่าคงเป็นจิบสุดท้ายเนื่องจางความร้อนลดลงจนเกินที่การจิบจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง – “… ก็ถ้าหากต้องไปทำอย่างอื่นไม่แน่ชั้นอาจต้องถูกหลอมใหม่ให้ได้รูปทรงที่มีประโยชน์เหมาะก็ได้ ถ้าการได้ทำอย่างอื่นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดละก็ฉันขอเป็นคนสวนตลอดไปดีกว่า เรายอมเบื่อ” – “อืม ก็จริง แฮะ” – ผมตอบ พลางซดกาแฟอึกใหญ่ เหลือแต่ฟองนมและน้ำกาแฟพอขลุกขลิก – เช็ดปากแล้วว่า “งั้นเราขอถ่ายรูปนายหน่อยนะ!” 

หน้าต่อไป