14 พฤษภา

.

ขณะนี้ที่บ้านเกิดเมืองนอนของผมกำลังวุ่นวาย ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ถนนที่เคยสัญจรก็มีแต่หมอกควันและเสียงปืน ทหาร ผู้ประท้วง รถป่อเต๊กตึ๊ง.. ป่าวเลยผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ผมอยู่อีกซีกโลกจะห่างกี่กิโลเมตรก็ไม่อาจเดา ผมป็นเพียงเป็นผู้เศพสื่อเท่านั้น

๒.

ช่วงเวลาเป็นปีที่ผ่านมานี้ ผมได้มองเห็นความเคลื่อนไหวของการเมืองไทยอย่างละมุนละม่อม พยามยามคิดอย่างมีเหตุและผลเสมอเมื่อได้รับข่าวสารใดๆ แต่กระนั้นก็รู้เท่าทันตัวเองเสมอเช่นเดียวกันว่ายังละทิ้งความมีอคติไปไม่ได้ จริงอยู่ผมก็อยากเป็นกลางเหมือนที่คนผู้มีการศึกษาพึงกระทำ เหมือนที่คนรอบๆตัว(ส่วนใหญ่)…เสแสร้งหรืออาจจะเป็นจริงก็ไม่อาจทราบได้ แต่สำหรับผมแล้วการคิดแบบเป็นกลางนั้นยากเหลือเกิน

ว่าแต่อะไรคือการเป็นกลาง? มองอย่างหน้าด้านๆในหัวของผม การเป็นกลางคือสภาวะสมดุล ผมเริ่มจากความคิดง่ายๆ เช่น การเป็นการของไม้บรรทัดก็คงต้องเป็นตรงกลางของไม้บรรทัดนั้น การเป็นกลางของตาชั่งก็แปลว่าเข็มควรอยู่ตรงกลางในสภาวะปกติ แล้วถ้าการเป็นกลางทางความคิดละ เราต้องเอาตัวเราไปอยู่ตรงไหนของชุดตวามคิดเหตุผลจึงจะกลางที่สุด เหมือนคนจะสร้างตาชั่งที่เที่ยงตรงย่อมรู้เท่าทันวัสดุของชั่งทั้งสองข้าง เพราะในที่สุดแล้วเราต้องการที่จะเป็นกลางไม่ใช่เฉพาะในหัวเรา เราอยากเป็นกลางของสังคมส่วนรวม ซึ่งนั่นก็แปลว่าเราก็ต้องรู้ชุดความคิดและเหตุผลของคนอื่นๆในสังคมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทำได้แค่เพียงประเมิน(เรียกง่ายๆว่าเดา)ชุดความคิดและเหตุผลของคนอื่นเท่านั้น ที่นี้แหละเราจึงเกิดปัญหา เพราะเราคงไม่อยากไปซื้อของกับแม่ค้าที่มีตราชั่งแบบเดาๆใช่มั้ยครับ

.

แต่ก่อนผมนึกว่า พวกเสื้อเหลืองไม่ชอบทักษิณมากแต่มุกหมดจนต้องอ้างขอหาล้มล้างกษัตรมาเป็นเครื่องมือในการดึงมวลชน

แต่ก่อนผมนึกว่า พวกเสื้อแดงชอบทักษิณอยากเอาเขากลับมาในรูปแบบคนไทยธรรมดาไม่ใช่ผู้ต้องหาจึงออกมาชุมนุมกัน

แต่ก่อนผมนึกว่า คนไทยแตกแยกทางความคิดยังไงก็คงไม่ถึงกับฆ่ากัน

ตอนนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจ

.

คนรอบข้างพ่อแม่เพื่อนพ้อง เพื่อนของเพื่อน รวมถึงผู้คนในนสังคมบนโลกเสมือน
ต่างออกความคิดเห็นต่างๆนาๆ

  • แน่นอนส่วนใหญ่นิ่ง ไม่สนใจหรือไม่ก็ไม่อยากออกความคิดเห็นใดๆ หรือไม่ก็แค่บอกว่าเบื่อ รำคาญ กูจะช๊อบก็ปิด กูจะดูทีวีก็มีแต่เรื่องนี้ กูจะเล่นเน็ทก็บล็อกกู
  • ส่วนใหญ่อีกกลุ่มคือพวก”เป็นกลาง”กลางแบบเวลาออกความเห็นต้องแทงกั๊กรักโลกรักเด็ก
    พยายามตอบอย่างฉลาด ไม่สิต้องว่าตอบอย่างกลัวโง่มากกว่า
  • ส่วนไม่ใหญ่มากคือ แสดงตัวชัดเจนว่าไม่เอาใคร กลุ่มนี้กล้ากว่ากลุ่มบนนิดหน่อย หรือไม่ก็ทนไม่ไหวแล้วก็มันรับไม่ได้จริงๆ เลยแสดงสภาวะของอารมณ์ที่คนกลุ่มแรกอาจหาว่าไม่ COOL ได้
  • ส่วนน้อยสุดคือ แสดงว่าอยู่ข้างใคร อันนี้น้อยจริงๆครับ และอาจโดนดูแคลนจากกลุ่มอื่น แต่จะว่าไปแล้วในเมื่อไม่มีใครได้รับชุดข้อมูลจริงก็ไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดอยู่ดีว่าที่คิดอยู่ถูกหรือผิด ดังนั้นเลือกข้างผิดเหรอ?

ถามจริงตัวเราเองอยู่พวกไหน ตอบตรง สองกับสามครับ

๕.

ด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมานี้ ผมได้ฟังทัษณะต่างๆจากทั้งคนรอบตัวยันไปถึงคนไกลตัวผ่านบทความทั้งในหนังสือและเว็บไซ้ต์ ต่างคนต่างความคิด ต่างอุดมการณ์(ทางการเมืองการปกครอง)… อุดมการณ์ในที่นี้ผมหมายถึงหลักการณ์ วิธีการ รวมไปถึงจิตวิญญาณ ที่คนคนนึงคิดว่าจะเป็นคำตอบให้กับมนุษย์ส่วนรวมไม่ว่าจะป็นประเทศชาติหรือโลกก็ตาม บางครั้งเราก็ได้ถกเถียงปรึกษาแลกเปลี่ยนความคิดเชิงอุดมการณ์นี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งทีดีเพราะมันเป็นการต่อยอดความคิดทั้งยังได้ฝึกสมองทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล ยิ่งถ้าเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านการพูดคุยด้วยแล้วยิ่งดีใหญ่ แต่คำถามที่สำคัญคือ เป็นไปได้ไหมที่อุดมการณ์ที่ถูกต้องที่สุด(ถ้ามีจริง)จะเป็นคำตอบให้เราได้จริงในเมื่อทุกคำตอบของระบอบระเบียบล้วนเต็มไปด้วยถ้า“… ประธิปไตยผ่านการเลือกตั้งย่อมดีที่สุด ถ้าระบบโปร่งใสและคนเลือกมีความรู้และจริงใจ, การมีกฏหมายที่ดีย่อมให้ความยุติธรรมกับทุกคน ถ้าคนมีอำนาจบังคับใช้จริงตามเจตนารมณ์ของความเป็นธรรม, คอมมิวนิสต์เสนอระบอบแห่งความเสมอภาคที่คนล้วนฝันถึง ถ้าความเสมอภาคนั้นไม่ต้องแลกมาด้วยเสรีภาพ, เผด็จการสามารถขับเคลื่อนประเทศไปอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ ถ้าผู้นำคำนึงผลประโยชณ์ของส่วนรวมเป็นหลัก ฯลฯ

15 พฤษภา

16 พฤษภา

17 พฤษภา

18 พฤษภา

.

เหตุการณ์แย่ลง

เสียงปืนดังสนั่น

ข่าวเมืองไทยออกตามสื่อนอก

เสแดงเสียชีวิต

วัดเป็นที่พักพิง ปลอดอาวุธ

คนในพิ้นที่ร้องให้

ทำท่าว่าจะเจรจากัน

ไฟไหม้เมือง

19 พฤษภา

.

ต่างฝ่ายต่างคิดว่าคนอีกกลุ่มที่คิดต่างได้ข้อมูลมาผิดๆ เราต่างหากได้ข้มูลมาถูก พวกนั้นช่างน่าสงสารเสียนี่กระไร อะไรคือความจริงละทีนี้ ทหารรักแกคน คนทำร้ายทหาร ใครก่อความรุนแรงก่อน ใครปล่อยให้เผายาง ทำไมเสแดงโดนยิง ใครยิง ทำไมแกนนำมอบตัว ทำไมมอบตัวแล้วต้องทำลายข้าวของ ทักกี้อยู่ฝรั่งเศษจริงเหรอในเมื่อไม่มีใครมั่นใจในข้อมูลข่าวสารที่ตัวเองได้รับ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรทำคืออะไร แน่นอนใช้ปัญญาเท่าที่มี กับสติเท่าที่เหลือพิจจารณา แต่ไม่ได้คิดเพื่อหาคำตอบเพราะโจทย์ไม่กระจ่างตั้งแต่แรก แต่เพื่อทำความเข้าใจ เข้าใจอะไร เข้าใจคนที่คิดไม่เหมือนเรา เข้าใจตัวเราเอง เพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทันไม่หลงไปโกรธไปเกลียดคนที่หวังดีกับชาติไม่ได้น้อยไปกว่าเราเลย ดังนั้นการเดาอดีต คาดการอนาคต สุ่มเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ จึงไม่เกิดประโยชณ์ซ้ำยังอาจทำร้ายสภาวะบ้านเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจ

ต่อไปนี้จะพยายามมาเขียนความฝันเท่าที่จำได้ อาจจะลำบากเล็กน้อยเพราะต้องตื่นปุ๊ปเขียนปั๊ปอาจมีลืมๆบ้าง ตามจริงตั้งใจไว้นานแล้วเพราะมักลืมความฝันอย่างรวดเร็วหลังตื่นอาบน้ำแปรงฟัน เอาหละเริ่มเลยละกัน

บ้านในฝัน – ฝันเมื่อวานซืน (22-12-09)

ฝันว่ามีบ้านด้านหน้าเหมือนบ้านเสมิฟอารมเหมือนบ้านฮอบบิทจากลอดออฟเดอะริง แต่ประตูบ้านไม่ติดพื้นแต่ติดผนัง คือเหมือนหน้าต่างมากกว่า เวลาจะเข้าบ้านจะมีบันไดยื่นออกมาทีละขั้น เวลาเราก้าวไป ซึ่งจะทำโดยอัตโนมัต เราเข้าใจว่าคงเป็นกลไกที่ทำให้เจ้าของบ้านเท่านั้น เปิดประตูไม้แผ่นใหญ่ทรงหัวโค้ง เจอห้องนอนทันที ดูอบอุ่น ของภายในดูรกแต่ไม่เลอะ มีเปียโนเก่าๆไม้สีอ่อน เตียงใหญ่หมอนเยอะ พรมดูอุ่นไร้ฝุ่น มีหน้าต่างเล็กๆข้างๆเตียงเหมือนที่แอบยิงธนูใส่ชาวบ้าน มีช่องกระจกอยู่เหนือเปียโนไม้ มองผ่านไปเห็นห้องติดกันได้ ห้องนั้นคือ…… โรงยิมที่ว่างปล่าว เรามีความสุขมาก จะได้ชวนเพื่อนมาเตะบอลอย่างไม่ลำบากอีกต่อไป เรานั่งลงเล่นเปียโนมองโรงยิมว่างๆโล่งๆ โอ้วความสุข ซักพักเราได้ยินเสียงคนดังอยู่นอกประตู ซึ่งเป็นคนละประตูกับที่เราเข้ามา มันอยู่ติดกัน ประตูไม้เหมือนๆกัน แต่อันนี้ดูแข็งแรงกว่ามีกลอนแน่นหนา…. เหมือนมีคนอยู่ข้างนอกนั้นเยอะจัง เราผลักประตูออกไป สิ่งที่เห็นคือ ไอ้เหี้ยบ้านกูอยู่ชั้นสองของห้างเก่าๆ (ประมาณ The Mall แถว Cilffton ใน Bristol)….

เดี๋ยวมาเล่าฝันเมื่อคืนต่อ กินข้าวก่อน

หลังจากได้ฟังรายการคนข้นข่าวเค้าคนขายคันข่าวค้างคืน แค๊กๆประจำวันนี้ มีอะไรที่ทำให้รู้สึกหงึดๆ(=อาการเกิอบหงุดหงิด)อย่างไม่ทราบสาเหตุ

๑ บารักโอบาม่า ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในวันนี้ วันเกิดท่านจอนเลนน่อน ถ้าจอนรู้เข้าจะหงึดๆเหมือนเรามั้ย รางวัลที่เคยให้ท่านดาไลลามะ อองซานซูจี ไอ้เราก็ไม่ใช่ไม่ชอบท่าบารักนะ เราเห็นแต่ท่านมาพูดเย็ดวีแคนๆ คืออนาคตท่านอาจจะทำไรให้โลกได้มากกว่าแล้วค่อยให้ได้มั้ย พี่แกเพิ่งเริ่มเองอะ แค่พูดๆก็ได้แล้ว นี่ถ้าทำได้ด้วยแม่งจะให้รางวัลไรวะ

๒ ได้ข่าวว่าจะมีการเพิ่มก๊อฟกะรักบี้(Rugby sevens)เข้าโอลิมปิกห้าห่วง
ไอ้เราก็นึกว่าห้าห่วงนี่คือตัวแทนทวีปบนโลก ให้คนทุกส่วนมุมโลกได้มีส่วนในการเล่นกีฬา แต่นะเรามันประเทศด้อยพัฒนา ก็ต้องเล่นอะไรที่แม่งอยากให้เล่นกันไป ไอ้แบบที่ดังๆกูไม่ว่า แต่ไอ้แบบ ฮ๊อกกี้ โปโลน้ำ ไรเนี่ย ไหนยังจะมี winter games อีก หิมะบ้านกูยังไม่มีเลย แม่งเอ้ย หงึดๆๆๆๆๆๆๆ

โอยหิว ขี้เกียจบ่นละ ไปกินข้าว..ข้นข่าวคุยคุ้ยคุ๊ยก่อนนะ

ราตรีสวัสดิ์

สวัสดีคะ (เสียงสั่นเครือ) เอ่อ คือ หนูแค่อยากจะบอกว่า น้องเบ๊นส์ไม่ได้รักพี่โต้ง ตอนนี้เบ๊นส์รักพี่โฮ้แล้ว และอยากจะบอกอีกว่า (เสียงเหมือนจะร้องให้) เรารักเพื่อนๆห้องสองทับแปดมากนะ….

พี่คะ ขอเพลงรักเธอเพื่อนเกลอ แต่เออไม่ได้รักโต้ง คะ

ตู๊ดๆๆๆๆ

วันนี้ดูข่าวช่วงเช้ามากของช่องเจ็ด รายงานคดีสองพี่น้องเด็กหญิงโดนฆ่ารัดคอตายคาบ้าน ช่วงท้ายของรายงานข่าวนั้นยังมีรายงานด้วยว่าเนื่องจากบ้านเลขที่ของผู้ตายคือเลข ๑๑ มีผู้คนจำนวนมากนำเลขนี้มาเกี่ยวพันกับความตายของสองพี่น้องคือ ๑๑ เช่นกัน จึงได้แห่กันซื้อหวยลงท้าย ๑๑ จำนวนมาก อีกทั้งหวยที่ออกรางวัลที่หนึ่งยังมีเลข ๑ อยู่มากติดๆกัน คนถูกหวยกันยกใหญ่ ชาวบ้านจึงสรุปว่าวิญญาณสองพี่น้องเฮี๊ยนมากกกกก

สงสัยว่า ทำไมถ้าผีน้องเฮี๊ยนจิง ทำไมเค้าต้องมาแสดงพลังกับหวยด้วย เอาแรงไปจับคนร้ายไม่ดีกว่าเหรอ

หนังสือรุ่น – ป้าง

หนึ่งในไม่กี่เพลงที่ฟังครั้งแรกก็ทำเอาน้ำตาไหล… คิดถึงวันเก่าๆ สุขทุกที่เราได้พบได้เจอได้ผ่านมาด้วยกัน คำสัญญาว่าจะติดต่อกันไม่ห่างเหิน ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นนะ เวลามันเร็วจนเราไม่รู้ตัวหรือเราไม่ใส่ใจ
ตั้งแต่ประถมยันมหาลัย เราคิดถึงเพื่อน…..ทุกคน

ปล ทำไมเราต้องมาเขียนที่นี่นะ วันไหนได้กลับไทยคงได้เวลาโทรหาเพื่อนเก่า จะไม่ให้เพลงมาเตือนใจอีก

ขณะนี้ผมกำลังปวดหัวกระบาลกับการเล่าเรียนในขณะนี้อย่างมาก เนื่องด้วยผมต้องคิดออกแบบแบบจำลอง(model)ในการส่งวีดีโอโดยที่แบบนี้มันควรที่จะคาดเดาคุณภาพของวีดีโอที่ผู้รับ โดยมีเงื่อนไขที่ว่าไอ้วีดีโอเนี่ยต้องเดินทางผ่านช่องสัญญาณห่วยๆแบบมือถือหรือระบบไร้สายเป็นต้น เอาละพอกันทีกับการอธิบายเรื่องที่ไม่มีใครสนใจแม้แต่ตัวผมเอง

แต่เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่าผมลองมาคิดเชื่อมกับชีวิต ผมพบว่าแบบจำลองหรือmodelเหล่านี้ที่นักวิศวกรณ์ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรฐศาตร์(สะกดไงอะ) นักคณิตศาสตร์ และอีกใครต่อใครที่ใช้แล้วดูเก๋กู๊ดนั้น พวกเราใช้มันอยู่เกือบจะตลอดเวลา ว่าง่ายๆก็คือเราใช้มันเมื่อเราต้อง”ตัดสินใจ” แล้ววันๆนึงเราตัดสินใจกี่ครั้งกัน? สมมุตินะครับสมมุติ(จังหวะเพลงเด็กน้อยที่ผู้ใหญ่ได้ตังจากการขายความซื่อใสไร้แต่ซึ่งความสุนทรีใดๆของดนตรี) สมมุติว่าเรากำลังจะเข้านอน…

พรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมงนะ จะได้นั่งนาฬิกาปลุกถูก… ในหัวเราก็จะดึงmodelมาใช้ เช่น พรุ่งนี้เราต้องไปเจอน้องที่หายตัวไปเมื่อตอนแบเบาะ เวลา10โมงเช้าที่สยาม เราก็จะเอาตัวแปรต่างๆเช่น จากบ้านเราถึงสยามใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าเราขึ้นรถ เดินละ รถไฟฟ้าละ อ๊ะหรือจะวิ่ง มอไซอาจดี เสร็จแล้วเราก็คิดว่า ก่อนออกจากบ้านเราใช้เวลาเท่าไหร่ แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว กินนม ใส่เจล ไปยาลใหญ่…. เมื่อเรารวบรวมตัวเปรเสร็จสมองเราก็ตัดสินได้ว่าเราควรตื่นกี่โมงเพื่อไปถึงพอดีเวลานัด เรื่องของเรื่องก็อยู่ที่ว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าไอ้ผลที่ได้จากแบบจำลองในสมองของเรานั้นจะถูกต้องหรือไม่ในวันเวลาจริง พูดง่ายๆเราก็แค่คาดเดาจากพื้นฐานทางสถิติในประสบการณ์ของเรานั่นเอง พรุ่งนี้เราตัดสินใจว่าเราจะขึ้นรถไฟฟ้าไปเพราะมันง่ายดีไม่มีติดเหมือนรถ ปรากฎว่าเอาจริงรถไฟฟ้าเสือกแบ๊ตหมดลืมช๊าตเมื่อคืน เลยต้องใช้แรงลมแทน(กรุงเทพลมแรงมาก) ผลก็คือมาช้ากว่าที่คิดไว้ หรือพูดอีกอย่างก็คือแบบจำลองเจ๊ง ใช้ไม่ได้ นอกจากตัวอย่างที่ว่านั้น ลองคิดดูสิครับ ว่าทุกการตัดสินใจเราใช้แบบจำลองของเราเองหรือปล่าว..

  • “กินไรดี” เวลาคุณดูเมนู – ตัวแปร: ความชอบส่วนตัว ความชอบของคนมากินด้วย ราคา ความคุ้มค่า และไปยาลใหญ่
  • “เกาตูด” เวลาดูหนังในโรง – ตัวแปร: อยาก(คันนิ) กลิ่น คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะจำเราได้มั้ย และไปยาลใหญ่
  • “แคะขี้มูก” บนเครื่องบิน – ตัวแปร: ความใหญ่ของก้อนขี้มูก คนอื่นจะเห็นมั้ย เห็นแล้วจะคิดว่าเราน่าเกลียดมั้ย มีกระดาษมั้ย ดีดไปไหนได้มั้ย และไปยาลใหญ่
  • “กอ ขอ คอ งอ” เวลาสอบ – ตัวแปร: ข้อความหลังงอคือ”ถูกทุกข้อ”หรือปล่าว ข้อก่อนๆหน้าตอบไรไป คนข้างๆตอบอะไร และไปยาลใหญ่
  • “ฟันธง” เวลาหมอดูดูดวง – ตัวแปร: สถิติของคนเกิดวันนี้เดือนนี้ปีนี้ ดาวดวงนี้ หนังหน้า ไพ่แบบนี้ และไปยาลใหญ่

โอยเยอะแยะไปหมด จะว่าไปแล้วสมองเรานี่มันช่างเก่งจริงๆ ยกตัวอย่างแรกที่ต้องตื่นกี่โมง ตัวแปรมากมาย ผกผันตามบ้างไม่ตามบ้าง หักล้างได้บ้าง เสริมกันก็ได้ เราสามารถคิดได้ในเวลาอันสั้น และตัวแปรที่ซับซ้อนเช่นถ้าไปสายเค้าจะว่ามั้ย ถ้าเพื่อนกันคงไม่ว่าไร ถ้าเป็นอาจารย์คงต้องไปก่อนเวลา ไปยาลใหญ่…. โอย อะแมสซิ่งไทยแลนจริงๆครับ

ว่าแล้วก็กลับไปทำงานดีกว่า…

จริงอะดึกแล้วนา.. ต้องพึ่งmodelสมองตัดสินอีกแล้วละครับ

วันนี้ผมเถียงกับรุ่นน้องคนหนึ่งว่า 12am หรือ 12pm คือเที่ยงวันกันแน่ สำหรับน้องคนนั้นเค้าว่า 12pm สิเพราะความรู้สึกว่า pm มันกลางวันๆ คลับบคล้ายคลับคลาว่าใครๆก็ใช้อย่างงี้ ผมว่า 12am เพราะมัน.. ในความรู้สึกของผมคือเวลาเริ่มจาก 1 ถึง 12 จากตีหนึ่งหรือ 1am ตัวเลขควรจะเพิ่มๆ เรื่อยๆจนครบ 12 พอดีที่เที่ยงวัน แล้วจึงไป บ่ายโมง 1pm ต่อ

แต่…

ผมก็พบว่ามีคนงงเรื่องนี้อยู่มากมาย โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี “common sense” อยู่ว่า 12am คือเที่ยงคืน 12pm คือเที่ยงวัน หรือ อีกนัยหนึ่งคือผมผิดนี่เอง ผมงงมากๆ เพราะนึกอยู่ตลอดมาที่อยู่บนโลกนี้ว่า 12am คือเที่ยงวันและ 12pm คือเที่ยงคืน เหตุผลของพวกเขาก็คือก็มันเป็นอย่างนี้หรือไม่ก็รู้สึกเหมือนรุ่นน้องผมคนนั้น ผมก็เลยหาต่อไปว่าทำไมละ ทำมายยยยยย!!!!!!……….

จากที่ศึกษาจาก internet ต่อไปพบว่า am (ante meridiem ) นั้นคือก่อนเที่ยง และ pm(post meridiem) นั้นคือหลังเที่ยง หากคิดตามคำแปลนี้ก็จะพบว่า am pm ไม่สามารถอธิบายหรือบอกเวลาที่เที่ยงตรงได้ เพราะตัวมันเองบอกแค่ก่อนหน้าและลับหลังเท่านั้น….. จริงหรือ????

ข้อสังเกตุนี้จะจริงต่อเมื่อ เวลานั้นเริ่มจาก 1 ไป 12 แต่ถ้ามันเริ่มจาก 0 ไป 11 ละ….

นั่นก็แปลว่า(ในความคิดของผม) am pm ไม่ควรมีตัวเลข 12 อยู่ในสาระบบเลย กล่าวคือ เที่ยงวันคือ 0pm และ เที่ยงคืนคือ 0am หากเป็นอย่างนี้แล้วทุกอย่างจะลงตัวตามตรรกะตัวเลขและภาษาครับ

- ข้อคิดประจำวัน: อย่ามั่นใจไปนักไอ้ฟาย อะไรที่มึงคืดว่าถูกถึงแม้ว่าจะตามความรู้สึกหรือเพราะตรรกะอะไรก็ตามมันอาจจะผิดก็ได้ เพราะ common sense นั้นบางครั้งไม่ค่อยมีเหตุผลนัก -

ร้อยละเก้าสิบของเพื่อนผม ไม่สนใจการเมือง ด้วยว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว รู้แต่ว่ามีแต่คนโกงกัน…. ซึ่งก็คงจะจริงบ้างไม่มากกก็น้อย แต่ด้วยสาเหตุหลังนี่แหละที่ผมว่าเราควรจะสนใจการเมือง ถึงแม้ความรู้สึกลึกๆจะบอกว่ารู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ มึงก็ได้แต่บ่นให้ตัวเองฟังไปวันๆ จะได้รู้สึกมีสิทธิมีอำนาจตุ๊ดๆในการตัดสินใจบ้างก็คราวเลือกตั้ง จบ หลังจากนั้นก็ได้แต่ตามดูห่างๆ และที่สำคัญการเมืองมันให้ความรู้สึกที่ว่า มันจะไม่มีวันที่จะให้เรารู้ความจริงได้ มันช่างดูเป็นสิ่งที่ซับซ้อน ลึกลับ ตอนเด็กๆผมสงสัยเสมอเวลาผู้ใหญ่คุยเรื่องการเมืองแล้วเวลาผมถามว่าคนนั้นคือใครคนนี้ใครทำไมต้องชอบทำไมต้องไม่ชอบ “….” ใช่ครับพวกเค้าหันมามอง แต่ไม่มีคำตอบบอกแต่ว่าเรื่องมันยาว เรื่องของผู้ใหญ่… หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เราๆได้เจอมา จึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่อง ต้องโตก่อนจึงจะรู้ได้ เหมือนดั่งเพศศึกษาภาคไม่เสียว เลยพาลทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่สนใจ ไหนๆก็ห้ามแล้ว ฝ่าฝืนที่เสียวดีกว่ามั้ย?

จากคำถามที่ไม่ได้คำตอบในวันนั้น จนวันนี้ผมพอเข้าใจแล้วหละครับ ที่พวกเค้าไม่บอก อาจจะเป็นได้ที่ไม่อยากอธิบายยืดยาว ขี้เกียจ ..แต่.. ผมว่าที่ไม่บอกนั้นก็เพราะพวกเค้าก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันต่างหาก! พวกเค้าได้แต่พูดอะไรกำกวมๆในหมู่คน รู้งูๆปลาๆเท่าที่สื่อ(ที่ไม่มีอิสระเสรีเหมือนนกพิราบขาวหรือโซฟีแบบบาง)เป่าหู ไม่อาจตัดสิน ไม่กล้าฟันธง หรือแม้กระทั่งบอกเหตุผลได้แน่ชัดไปว่าเค้าคิดอย่างไรกับกรณีใดๆ เพราะใครๆอะไรๆมันก็ไม่ดีนี่นา เค้าว่ากันงั้น ขืนไปว่าใครดูดี ก็โดนหาว่าโง่ เชื่อคนง่าย ไร้เดียงสา ไม่อินเทร็นคนโตแล้วหนะสิ ฮ่าๆ เอ่อ แล้วอย่าถามนะว่าผมรู้คำตอบได้อย่างไร…. ก็มันคือตัวผมเองหนะสิ!

ผมเรียกความรู้สึกอย่างที่ว่านั้นว่า “เป็นกลาง” ความเป็นกลางนี้ไม่ใช่ทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่ๆ และก็ไม่ใช่ความแฟร์ๆแห่งโลกตะวันตกอีกเช่นกัน มันเป็นคำที่เอาไว้พูดหรือคิดเอาเองที่ทำให้เรารู้สึกเท่ในเวลาที่เราโง่… โง่ที่เราไม่รู้ความจริง ตามคนปกครองประเทศเราไม่ทัน แต่อยากดูดีในสังคมในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ไม่ออกความคิดอะไรมากหรือลึกจนเกินไป เดี๋ยวฟาวล์ แล้วจะอายเค้าทีหลัง แล้วทำไมผมต้องใช้คำว่า”เป็นกลาง”หนะเหรอ ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เค้าใช้กันแต่อาจไม่กล้ายอมรับในความหมายของมันในแบบของผม โดยเฉพาะช่วงปีๆที่ผ่านมา มีคนเป็นกลางกันเยอะขึ้น คงไม่ต้องกล่างว่าทำไม

ทำอย่างไรให้เราอัพเกรดมาเป็น”เป็นกลาง”ของจริง เพราะผมหมั่นไส้เป็นกลางแบบงูๆปลาๆที่เราเป็นๆกันอยู่นี้มาก

จะทำอย่างไร ในเมื่อความจริงนั้นยากจะเข้าถึง และมันก็คือคำตอบเดียว ของสมการ

สงสัยคงต้องอ่านต้องศึกษากันต่อไปแล้วใช้สมองกับสำนึกในการตัดสิน

สู้ต่อไปนะ จีบัน…

ครั้งหนึ่งผมเคยคิดอิดฉาสัตว์ จะว่าไปผมก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่เรื่อยๆ อิดฉาเขาเรื่องอะไร? เรื่องที่ว่า…

นกบินอพยบข้ามเมืองข้ามทวีปไปพักร้อนแดนไกล ไม่เห็นมันต้องขอวีซ่า

ปลามันว่ายน้ำข้ามแขดแดนน่านน้ำประเทศ ไม่เห็นมันต้องถือพาสพอร์ต

หมามันจะเดินข้ามเขตแดนไปผสมพันธุ์ฉันชู้สาว ก็ไม่ต้องถูก”ตอมอ”สัมภาษณ์ตอนย่างข้ามแดน

ความคิดประมาณนี้มันถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ผมได้ไปดูหนังเรื่อง The Visitor (http://www.thevisitorfilm.com/)หนังว่าด้วยเรื่องจัดการกับผู้อพยบในประเทศอเมริกา คนที่เดินเรื่องหลักคือครูน่าเบื่อชาวอเมริกัน ครูม่ายชายวัยกึ่งคน(มากกว่ากลางนิดนึง)ผู้ไร้ซึ่งความกระตือรือล้นในชีวิต ไร้มนุษยสัมพันธุ์ ชืวิตว่างเปล่า ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน โชคชะตา(ผู้กำกับลิขิต)ทำให้เขาได้มาพบ ได้เจอ ได้รู้จัก ได้เรียน ได้รู้ ได้รักกับคนกลุ่มน้อยของสังคมผ่านเสียงดนตรีที่เป็นสื่อกลางระหว่างคนสองคน…

คนอพยบมาจากต่างแดนนั้นเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง อยู่ีบนความกลัว และที่สำคัญเขาเหล่านี้คือคนผู้กระทำผิดกฏหมายและพร้อมที่จะถูกลงโทษทุกเมื่อหากถูกจับได้

ณ เวลานั้น ช่วงชีวิตครูมีเสียงเพลง…  มีจุดหมาย…  มีความหวัง… และ มีเพื่อน…

The Visitor

The Visitor

เสียงกลองบรรเลงในสถานีรถไฟใต้ดินที่วุ่นวาย.. เสียงที่บ่งบอกถึงความเศร้าระคนความคับแค้นข้องใจ… แต่กลับถูกกลืนไปกับเสียงรถไฟใต้ดินที่วิ่งสวนไป… เหมือนดั่งว่าความทุกข์และปัญหาที่อยู่ตรงหน้าถูกละเลย และกลืนไปกับความเคยชินในที่สุด….

หนังเรื่่องนี้เหลือคำถามมากมายไว้ในใจคนดูอย่างผม น่าเศร้าที่เราไม่สามารถที่จะแบ่งปันพื้นที่บนโลกให้คนทุกคนได้เดินทาง ได้อาศัย ได้ใช้ชีวิต อย่างที่ใจเรา/เค้าต้องการ

หนังยังทำให้ผมคิดไปเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่ให้การช่วยเหลือผู้อพยบที่อังกฤษ ที่ที่เริ่มต้นโดยคนที่ประสบปัญหาโดยตรงจัดแจงสร้างสรรค์ที่ให้ความช่วยเหลือคำแนะนำปรึกษาให้ผู้อพยบ อีกทั้งงยังให้ความรู้กับคนทั่วไปอย่างคนตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอย่างผม คราวเดินออกมาจากสถานที่นั้น เพื่อนที่ไปด้วยกันพูดประมาณว่า “กูว่า ยังไงๆ รัฐบาลอังกฤษก็คงไม่อยากให้คนหลั่งไหลเข้ามาง่ายๆ รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่า มันก็ถูกแล้วถ้าคุณทำผิดกฏเค้าก็ต้องโดนจับหรือส่งกลับ ธรรมดาวะ” ผมไม่ได้คิดจะตอบโต้อะไร เพราะในใจก็ยังงงๆอยู่ เงียบไปสิบวินาทีแล้วผมก็พูดว่า “ไม่รู้สินะ ไอ้เรื่องใครถูกใครผิด แต่วันนี้กูดีใจที่ได้เห็นคนที่ตั้งใจจริที่จะยื่นมือไปช่วยเหลือคน… เดี๋ยวนี้ของอย่างงี้หายากวะ”

หน้าต่อไป

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.